เว็บไซท์ชื่อดังอย่าง LifeHack ที่ชอบเผยเคล็ดลับในการใช้ชีวิตในเรื่องต่าง ได้ทำ Infographic แบบง่ายๆ จากการที่สังเกตุว่าคนที่ประสบความสำเร็จ และมีผลงานดี จนทำให้ประสบความสำเร็จนั้น มีอะไรต่างกับ คนที่รับงานเยอะเหลือเกินแต่ไม่รวย ไม่ประสบความสำเร็จสักทีขึ้น โดยนาย Ricky Tang ก็ได้สรุป มาเปนภาพให้เราดูดังนี้

ภาพต่อไปนี้ด้านซ้ายก็คือ บุคคลที่ใช้ชีวิตอย่าเกิดคุณภาพ ( Productive People )
สว่น ด้านขวาก็คือคน ที่ทำตัวยุ่งตลอดเวลา แต่ไม่ค่อยมีคุณภาพ ( Busy People )

1. รู้ว่าควรจ่ายงานให้คนอื่นทำอย่างไร VS รับทุกอย่างไว้ทำเอง

01

 

2. ทำเรื่องสำคัญสุดก่อนเท่านั้น VS ทุกอย่างนั้นสำคัญเท่ากันหมด02

3.รู้ว่าควรปฎิเสธว่า “ไม่” เมื่อจำเป็น  VS.  ตอบรับ “เยสสส” ฉันทำได้ทุกเรื่อง

03

4. ให้ความสำคัญที่ องค์ประกอบรวม  VS.ให้ความสำคัญมันซะทุกส่วน ยิบย่อยก็ไม่เว้น

04

5. โฟกัสกับงานที่ทำอยู่เป็นเรื่อง ๆ  VS.  ทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน

05

6. ให้ผลของการกระทำดีกว่าคำพูด VS. พูดเสียมากว่ายุ่งแค่ไหน จนมีเวลาทำนิดเดียว

06

7. ย้ำคิดก่อนจะลงมือทำ VS. ทำโดยไม่คิดอะไรมาก เพราะเวลามีน้อยเหลือเกิน

07

8. เลือกแต่เรื่องสำคัญไว้ในรายการ To-Do-List VS. เรื่องที่จำทำยาวเป็นพืดจน To-Do-List ยาวมาก เพราะอะไรก็สำคัญหมดแม้แต่เรื่องจุกจิก

08

9. มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน รวมถึง วิธีการลงมือ VS. ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน  เพียงแต่เอาตัวรอดไปเรื่อยๆ

09

 

ถึงแม้ว่า 9 ข้อที่กล่าวมานั้น จะดูเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ค่อยน่าสนใจก็ตาม และเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็มีคุณสมบัติบางอย่างอยู่แล้ว แต่เชื่อเถอะว่า คนส่วนใหญ่ ที่มักไม่ประสบความสำเร็จนั้น ล้วนแต่ขาดการลงมือทำอะไรง่าย ๆ เช่น To-Do-List

จริงไม่จริงคงต้องถามตัวคุณเองว่า วันนี้คุณ ได้เริ่มทำตาม 9 ข้อนี้อย่างคนที่มีประสิทธฺิภาพหรือยัง?

Source

รู้งี้แล้วอย่าลืมแชร์ให้ เพื่อน ๆ และคนที่คุณห่วงอ่านล่ะ!!

อย่าลืมกดติดตามเพจ #somrichstory เพื่อ พบกับบทความดี ๆ ที่จะช่วยให้ คุณมีเครดิตดี สินเชื่อดี และคิดอย่างคนที่ประสบความสำเร็จ พร้อมแรงบรรดาลใจดี ๆ ในการทำธุรกิจที่อัพเดทมาให้คุณเรื่อย ๆ นะคะ

 


 

สำหรับงานอดิเรกนั้น ความหมายก็คืออะไรก็ตามที่ทำแล้วเกิดความผ่อนคลายโดย
อาจเป็นกิจกรรมที่สนุกและเกิดประโยชน์หรือไม่ก็ได้ เช่นการทำอาหาร วาดรูป เล่นเกมส์ เล่นดนตรี ฟังเพลง ดูหนัง
ทุกอย่างล้วนมีงานวิจัยออกมารองรับในแต่ละด้านว่า ช่วยประสิทธิภาพในการทำงานและเพิ่มความสร้างสรรในด้านความคิดดียิ่งขั้น
นอกจากเพิ่มสมรรถภาพกับสมองแล้ว ในด้านร่างกายกิจกรรมเหล่านี้ก็ช่วยให้ได้ ลดความตึงเครียด ปรับความสมดุลร่างกายได้อย่างน่าเหลือเชื่อีกด้วย

แล้วผู้อ่านละคะมีงานอดิเรกอะไรกันบ้าง จะเหมือนกับ 8 มหาเศรษฐีเหล่านี้หรือไม่ไปดูกันเลย

1. ริชาร์ด แบรนด์สัน ผู้ก่อตั้ง Virgin

06richard

pic from Flickr

หลายท่านอาจเคยเห็นรูปของ ริชาร์ด ทำกิจกรรมโลดโผนตลอด แต่ความจริงแล้วเรื่องน่าแปลกใจที่ค้นพบก็คือ
กิจกรรมที่เขาชอบมากที่สุดก็คือ หมากรุก โดยเขาได้เขียนลงบล็อกตัวเองโดยมีใจความว่า “ผมคิดว่าหมากรุกน่าจะเป็นเกมที่ดีที่สุดในโลกเลย เพราะมันเป็นการผสมสานกีฬาหลายชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน ความกล้าหาญ ความเสี่ยง แล้วแถมคุณยังสามารถจิบน้ำชาและสนทนากันได้อย่างน่าสนใจระหว่างที่เล่นได้อีกด้วย”

2. แจ๊ค ดอร์ซีย์ ผู้ครองเว็บดังอย่าง Twitter และ Square

06jackpic from Flickr

หลาย ๆ คนสงสัยว่าชายหนุ่มผู้นี้ มีกิจกรรมอะไรอยู่เสมอ ซึ่งเขาก็ได้เผยเรื่องในี้ในงาน สัมนาแห่งหนึ่งว่างานอดิเรกของเขานั้น หมดไปกับเรื่อง กิจกรรมนอกบ้านเช่น การเดินป่า

3. บิลล์ เกตส์ ผู้ก่อตั้ง ไมโครซอฟต์

06billpic from Flickr

ถึงแม้ปัจจุบันบิลเกตจะไม่ได้ ดูแลไมโครซอฟต์อย่างเต็มตัวแล้ว แต่เขาก็เผยว่ากิจกรรมยามว่างก็คือการเล่นไพ่ บริจนั่นเอง ซึ่งคนที่ทำให้เขาชอบได้ขนาดนี้ก็คือ วอร์เรนบัฟเฟตต์ นี่เอง

4.วอร์เรน บัฟเฟตต์ Ceo บริษัท Berkshire Hathaway

06warren

pic from flickr

นิตยาสาร Forbes ได้รายงานว่า กิจกรรมของชายผู้นี้ก็คือ “เขามีใจรักในเครื่องดนตรี อย่างอูคูเลเล่มากว่า 10 ปีแล้ว” โดยเขากล่าวว่า ที่เขาเล่นนั้นก็เพื่อต้องการสร้างความประทับใจกับผู้หญิงสาวคนนึงด้วย

 

5. มาร์ค เบอนิออฟ CEO บริษัท Saleforce

06mark

pic from Flickr

มาร์คกล่าวว่าเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการ ทำสมาธิแบบนิกายเซน โดยเหตุผลที่เขาเริ่มทำสมาธินั้นก็เพื่อจะคลายความตึงเครียด

6. มาริสสา เมเยอร์ CEO ยาฮู้

06marissa

pic from Flickr

สำหรับ CEO สาวสวยคนนี้กล่าว ว่า งานอดิเรกของเธอก็คือการ ทำเบเกอรี่ และเธอก็คลั้งไคล้การทำเบเกอรี่มาก ๆ เสียด้วยสิ
โดยนิตยาสาร จาก San Francisco เล่มหนึ่งรายงานว่า “เธอลงทุนซื้อหนังสือคู่มือทำคัพเค้กหลาย ๆ เล่มแล้วศึกษาสูตรต่าง ๆ แล้วจดสูตรลงในตารางแล้วพัฒนาจนเป็นสูตรลับพิเศษของเธอเอง”

7.อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Tesla และ SpaceX

06elon

ถึงแม้ว่าภรรยาของเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า อีลอน แทบจะไม่มีเวลาให้กับกงานอดิเรกเลย
แต่อีลอนก็มีสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษบางอย่างเช่น ของที่ระลึกจากภาพยนตร์ James Bond
โดยในปี 2013 อีลอน ใช้เงินไปเกือบ 1ล้านเหรียญเพื่อซื้อรถ Lotus Esprit ที่ใช้ถ่ายทำในภาพยนตร์มาครอบครอง

โดยอีลอนเคยกล่าวว่า
“การได้ดูเจมส์บอนด์ขับรถลงน้ำจากท่าเรือแล้วกดปุ่มเพื่อเปลี่ยนรถเป็นเรือดำน้ำนั้นเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากสำหรับหรับเด็กแอฟริกาใต้ตัวเล็ก ๆ อย่างผม
โดยผมก็เสียใจมากเช่นกันเมื่อรู้ความจริงว่า รถคันนี้เปลี่ยนเป็นเรือดำน้ำไม่ได้ ”
“และผมคิดว่าสิ่งทีผมจะทำก็คือติดตั้งระบบไฟฟ้าของ Tesla เข้าไป แล้วหลังจากนั้น ผมจะทำให้มันกลายเป็นเรือดำน้ำได้จริง ๆ ”

8.สตีฟ วอซเนียก ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple

06steve

pic from Flickr

สตีฟกล่าวว่าเขาชอบผลงานเพลงของ บ็อบ ดีแลนมาก ๆ จนกลายเป็นงานอดฺเรก
คือฟังเพลงบ็อบดีแลนบ่อย ๆ เลยล่ะ แต่ปัจจุบันนี้สตีฟ มีงานอดิเรกใหม่มาแล้วก็คือการเล่นกีฬา Segway Polo


photo-1463595515259-d8ef281955b9-696x371

 

1.พวกเขาใช้เวลาอยู่กับตัวเองเสียมาก
ผู้ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะให้เวลากับตัวเองพิเศษ โดยเฉพาะสมัยที่ยัง
เป็นเด็กหรือวัยรุ่น โดยการสำรวจพบว่า ในทุกวันนี้พวกเขาก็ยังใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่า
คนส่วนใหญ่ที่คิดอยู่กับสังคมเสียอีก
เนื่องจากการใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่เหมือน ๆ กันก็คือการค้นพบ
ตัวตน และสามารถเรียนรู้เข้าใจตัวเองได้มากกว่า การไปเสียเวลากับเรื่องของผู้อื่นและสังคม
โดยในที่สุดก็ตกผลึกว่าอะไรคือ จินตนาการของตัวเองที่ใฝ่ฝันอย่างแน่วแน่

 

83d8643f64c800fd71061bb32a402c572.กินหนังสือเป็นอาหาร

หากลองค้นดูก็จะพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่โตมากับกองหนังสือ หลาย ๆ เรื่องหลาย ๆ ประเภท ซึ่งบางคนก็สามารถอ่านได้ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าแม้แต่สาราณุกรมเล่มยักษ์ก็ตาม
ซึ่งนี่แหละคือลักษณะของคนที่พร้อมจะเรียนรู้กับสิ่งใหม่ ๆ เสมอ

โดยเฉพาะหากผู้ที่อ่านหนังสือหลาย ๆ ประเภทจะทำให้มีจินตนาการที่กว้างไกล เช่น การเมือง การเงิน การบริหาร ศิลปะ
สุขภาพ เนื่องจากหนังสือแต่ละแบบก็ให้คุณค่าด้านความรู้และจินตนาการที่ต่างกัน
ซึ่งสุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับ EQ ของผู้อ่านว่า จะสามารถนำเรื่องราวที่อ่าน ต่าง ๆ มาตกผลึกเป็นความรู้ในการทำงานได้มากน้อยเพียงใด
แต่โดยส่วนมากแล้ว ผู้ที่อ่านมาก ย่อมรู้มาก และมันก็สมเหตุผลแล้วที่ผู้ รู้มากย่อมทำอะไรก็ประสบความสำเร็จได้ง่ายจริงใหม?

 

 

3.พวกเขาชอบเล่นสวมบทบาท

 

การสำรวจพบว่าพวกเขา ชอบจินตนาการสวมบทบาทตัวเองให้อยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่นเป็นแม่ทัพ เป็นผู้นำ
การเล่นสวมบทบาทเหล่านี้ก็เหมือนกับว่า เขาได้ฝึกซ้อมไปเพื่อพร้อมรบในสถานการณ์จริงยังไงอย่างงั้นเลยcomic-con-2016-cosplay-6-600x338
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คนพวกนี้ นอกจากจะหยังรู้นิสัยคน ที่ทำงานฝ่ายอื่น ๆ เข้าใจจิตใจคนอื่นได้ดีนั้น
มันมาจาก พื้นฐาน การชอบจินตนาการ สวมบทบาทให้ตัวเองเป็นคนอื่นอยู่เสมอนั่นเอง

 

 

054.ชอบการลองผิดลองถูก

เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากที่ คนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ชอบ ทดลองทำทุกอย่างที่เขาสงสัย ด้วยตนเอง
ซึ่งหลายครั้งอาจพลาดบ้าง แต่ที่สำคัญก็คือพวกเขาได้ ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองไงล่ะ เพราะยังไงก็ได้ประสพการณ์มากกว่า คนที่ไม่ลงมือทำอะไรเองอยู่แล้วจริงไหม?

 

 

 

015.ชอบทำกิจกรรมสร้างสรรค์ อยู่เรื่อย

หากสังเกตุให้ดี คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้เวลา อยู่กับการทำเรื่องสร้างสรรค์ต่าง ๆ เช่น อาจมีงานอดิเรกเป็น การแต่งบทละคร
งานจิตกรรม งานปั้น เล่นดนตรี รวมถึงการเขียนโปรแกรม ออกแบบกราฟิก ออกแบบดีไซน์อยู่เนืองๆ

 

6.เป็นผู้สร้างมากกว่าผู้รับ

ถึงแม้ 5ข้อที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการ รับรู้เช่นการอ่าน การศึกษาแต่
บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนมากจะใช้เวลากับการสร้าง อะไรใหม่ ๆ โดยคิดถึงประโยชน์
เพื่อคนอื่นมาก่อน เมื่อคิดมาก ๆ จึงตกผลึกเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการ
ของคนแต่ละประเภท จนมาถึงตัวเราจนเรากลายเป็นผู้รับโดยไม่รู้ตัว เช่น แท็บเล็ท
หรือโปรแกรมอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ้งทั้งหมดนี้ก็มาจากจินตนาการล้วน ๆ

 

047.เป็นผู้ชอบทำอะไรคนเดียว อยู่ห่างจากสังคม

แม้ในวัยเรียนคนเหล่านี้จะสังเกตุได้ง่ายถึงบุคลิกคล้าย ๆ กันก็คือพวกเขาชอบใช้เวลาอยู่ตัวคนเดียว
บางคนอาจจะเรียกว่ามีโลกส่วนตัวสูง แต่ความจริงคือ พวกเขาตระหนักดีว่า เขามีเรื่องสำคัญที่ต้องทำอยู่เสมอ
และมีแรงกดดัน ต่าง ๆ ที่ตัวเองสร้างไว้ จึงไม่ทำให้สามารถ สรวนเสเฮฮากับกลุ่มเพื่อนได้เหมือนคนอื่น ๆ

ถึงแม้การใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นเรื่องที่ดีเพราะทำให้ค้นพบตัวเอง และบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นนั้น แต่ปัจจุบัน ค่านิยม
ของสังคมส่วนใหญ่จะมองว่า เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่ก็บุคคลแตกแยก ด้วยเหตุนี้ เราก็คงได้เพียง
แต่หวังว่า ผู้ปกครองรุ่นใหม่ควรจะเลี้ยงเด็ก ๆ ในสภาวะที่ให้เขาสามารถเติบโตทางความคิด ได้ดี คิดได้อย่างถูกต้อง
และไม่ถูกเลี้ยงตามค่านิยมแบบผิด ๆ ที่ว่า “การทำอะไรคนเดียว เพื่อเป้าหมายนั้น” เป็นเรื่องวิกลจริต
ควรให้เขามองว่า เป็นเรื่องของภาวะ ของผู้นำ เพราะหากสังเกตุให้ดี ผู้นำทุกคน ก็มีสภาพเดียวกันคือ
ไม่ได้สุงสิงกับสังคมเสียเท่าไรนัก แต่เป็นที่รักของสังคม