ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุริกิจนึงที่เรียกได้ว่าน่าจับตามอง และยังสวนกระแสเศรษฐกิจ อยู่เสมอนั่นก็คือ อสังหาริมทรัพย์ เพราะ บ้าน และที่อยู่อาศัยนั้น เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานของ ชีวิต ที่คนเรานั้นต้องการอยูเสมอ

pexels-photo-321177

โดยในเรื่องของที่อยู่อาศัยันั้น สิ่งนี้เป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตที่หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นกันในคำว่า “ปัจจัย4” ตามหลักพระพุทธศาสนานะคะ ที่ว่าด้วยความจำเป็น พื้นฐานของชีวิตทั้ง 4 อย่างได้แก่

  1. อาหาร
  2. ที่อยู่อาศัย
  3. เครื่องนุ่งห่ม
  4. ยารักษาโรค

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เรื่องของที่อยู่อาศัยนั้น เป็นเรื่องสำคัญอันดับ  2 เลยทีเดียว เพราะว่าหากพูดถึงสมัยพุทธกาลหรือสมัยก่อนนั้น หากบ้านไหนมีการกินอยู่ดี อาหารเยอะ บ้านนั้นก็จะมีที่อยู่อาศัย ดีซึ่่ง การมี่ที่อยู่อาศัยดีนั้น ย่อมบ่งบอกถึง “ฐานะ” และการรมีตัวตนทางสังคมไปในตัวค่ะ

 

สำหรับในแง่ของการลงทุนนั้น การลงทุนด้านอสังหา ก็นับเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดอีกหนทางนึง เพราะเรามักจะเข้าใจกันได้ง่าย ๆ เลยว่า หากเราซื้อในทำเลดี ราคาย่อมเพิ่มขึ้นทวีคูณ ( ดูไอเดียการเลือกอสังหาของ โดนัลทรัมป์ เศรษฐีอสังหา อันดับโลกได้ที่นี่ )  ซึ่งในบทความนี้จะมาแนะนำ 8 ไอเดียเจ๋ง สร้างรายได้ง่าย ๆ จากอสังหาฯ กันค่ะ

pexels-photo

1.การลงทุนในอสังหาฯ แบบปล่อยเช่ารายเดือน

อันนี้เรียกได้ว่า เป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมที่สุดค่ะ สำหรับผู้มีทุนอยู่แล้ว การ “เลือกลงทุนในทำเลดี+มีกลุ่มผู้เช่าดี” ก็เหมือนกับการนำเงินสดแปรสภาพเป็นสินทรัพย์ ซึ่งสินทรัพย์ตัวนี้ ให้ดอกเบี้ยดีกว่าธนาคารหลายเท่าตัวค่ะ แถมการดูแลก็ไม่ยากอาจจะแค่เดือนละครั้ง แต่ะสำหรับผู้ที่มีทุนน้อยแต่อยากลงทุนซื้ออสังหา เช่นคอนโด หรือบ้าน ปล่อยเช่านั้น ส้มก็มีทริคคือ ให้คุณให้ความสำคัญกับ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนให้ดี และดูโอกาสในการปล่อยเช่า ซึ่งในเรื่องนี้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ คุณต้องมีรายได้ช่องทางที่ 2 มาจ่ายค่าผ่อน และมีรายได้จากช่องทางหลัก ( อาจจะมากจากเงินเดือนประจำ ) มาช่วยโปะ แบบนี้  นอกจากคุณจะจัดการปัญหาเรื่องหนี้ให้หมดเร็วแล้ว ยังเป็นการสร้างเครดิตที่ดี แถมอาจจะยังมีเงินที่ได้จากการปล่อยเช่า เป็นช่องทางที่ 3 ในการลงทุนปล่อยเช่าที่ต่อไปด้วยค่ะ

 

iceland-hotel-bedroom-hostel

2. การลงทุนอสังหาฯ แบบ ปล่อยเช่ารายวัน

สำปรับเทรนด์การปล่อยเช่ารายวันนั้น บางคนอาจจะงงว่าต่างกับรายเดือนอย่างไร? อันนี้ส้มอยากให้ลองนึงถึง การปล่อยเช่ารายวันก็คือ โรงแรม hostel ดูนะคะ ซึ่งการลงทุนในอสังหาแบบ ปล่อยเช่ารายวันนั้นก็เรียกได้ว่า กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากอีกช่องทางนึง เนื่องจากปัจจุบันมี คนบางกลุ่มมีความนิยมในการเลือกที่พักแบบ “ขอให้ได้นอนก็พอแล้ว” การลงทุนแบบปล่อยเช่ารายวันชนิด hostel เลยมักจะเห็นได้มากในรูปแบบ ดัดแปลงอาคารพานิช เป็นห้องเช่าน่ารัก ๆ  ซึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือ ความคิดที่สร้างสรร ที่ทำให้ hostel ของคุณน่าพัก และการมองกลุ่มเป้าหมายของคุณ ยิ่งหากคุณมีทำเลดี ธุรกิจ hostel นี้ก็สร้างกำไรให้คุณได้อย่างงามทีเดียวค่ะ

 

3.การลงทุนชนิด “เก็งกำไร” ใบจอง

สำหรับการเก็งกำไรนี้ เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมและเหมาะสำหรับคนที่ชอบอารมณ์ “ซื้อไว-ขายคล่อง” เพราะหาก คุณเลือกลงทุนซื้อใบจองในทำเลที่ดี และเป็นที่นิยมแล้ว การขายใบจองก็ย่อมทำง่าย แถมทำกำไรได้ดี แต่การลงทุนชนิดนี้ผู้ลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการเรียนรู้เรื่องวงรอบในการซื้อขาย เช่น ต้องรู้เวลาดังต่อไปนี้

  • ช่วง promotion
  • ช่วงก่อนและหลัง pre-sale
  • ช่วงก่อสร้าง
  • ช่วงสร้างเสร็จ
  • ช่วงก่อนโอน
  • ช่วงหลังโอน

ซึ่งแต่ละช่วงก็เรียกได้ว่าสามารถทำกำไรได้แตกต่างกัน ซึ่งผู้ซื้อต้องทำการบ้านเสียหน่อยนะคะ โดยบางโครงการอาจจะมีโปรโมชั่นออกมาเป็นระรอกยังไงผู้ลงทุนก็ควรจะศึกษาทำการบ้านสักหน่อยค่ะ ถึงจะทำกำไรได้ดี

building-joy-planning-plans

4.การลงทุนชนิด ซ่อมและขาย

สำหรับการลงทุนชนิดนี้เรียกได้ว่า เป็นช่องทางรวยของใครหลาย ๆ คนค่ะ สิ่งสำคัญของการลงทุนชนิดนี้คือ “ราคา” และ “ไอเดีย” ค่ะ โดย ราคานั้น คือราคาซื้อที่ประเมิณเบื้องต้นแล้วพอเห็นภาพได้ง่ายว่า เมื่อซ่อมเสร็จ จะทำกำไรได้ มากกว่าเท่าตัว โดยสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีผู้สนใจซื้อส่วนใหญ่นั้น มาจากความสวยงาม และดีไซน์  ค่ะ ซึ่งหลาย ๆ คนที่ชอบดีไซน์อยู่แล้วเมื่อซ่อมแซมไปหลาย ๆ ที่ก็มักจะมีไอเดียสวย ๆ ในการออกแบบ เพราะความรู้ในด้านดีไซน์นั้นได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ จนสุดท้าย ก็กลายเป็น style เฉพาะตัวที่ใคร ๆ เห็นแล้วอยากได้ อยากมีค่ะ

shutters-caribbean-architecture-door-37827

5.การลงทุนชนิด นายหน้า

การลงทุนประเภท นายหน้านั้น มักได้รับคำนิยามว่าเป็นการลงทุนชนิดจับเสือมือเปล่าอยู่เสมอ ถึงแม้กำไรที่ได้จากการเป็นนายหน้านั้นอาจจะมีเพียง 2-4% แต่ลองนึกดูว่าหากขาย บ้านหรือที่ดินมูลค่า 40ลบ. และเมื่อค่านายหน้าอยู่ที่ 3% ได้ คุณก็จะได้กำไรถึง 1.2ล้านทีเดียว  ซึ่ง การลงทุนชนิดนี้ เรียกว่า คุณอาจจะต้องใช้ความอดทนสูงในการจับคู่ เจ้าของเงินทุนกับ เจ้าของสินทรัพย์ ที่ต้องการขาย ให้มามีเคมีตรงกันให้ได้ ค่ะ ซึ่งถึงแม้จะดูยุ่งยาก แต่ก็มีหลาย ๆ คนประสบความสำเร็จจากการลงทุนชนิดนี้ไม่น้อย หรือบางคนก็เป็นเป็นเว็บไซท์ นายหน้าให้เลือก เป็นบริษัทฯ ดัง ๆ ที่เห็น ๆ กันได้ทั่วไปค่ะ

 

 

โดยนอกเหนือจาก 5 ข้อที่ยกมานี้ก็ยังมีการลงทุนในอสังหารูปแบบอื่น ๆ อยู่นะคะเช่น การพัฒนาที่ดินแล้วขาย การลงทุนในกองทุนอสังหา การลงทุนกับนักธุรกิจอสังหาประเภทต่าง ๆ ค่ะซึ่งก็ถือว่าเป็นไอเดียการลงทุนที่น่าสนใจอีกเช่นกัน ที่ได้รับความนิยม

toon-psom-ok

สำหรับบทความนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังมองหาไอเดีย รวย ทำเงินง่ายๆ นะคะ หากคิดเห็นอย่างไร สามารถส่งข้อความติดชมมาใน facebook fanpage ได้ค่ะ

ปล.อย่าลืมแชร์ให้คนที่คุณแคร์อ่านนะคะ เผื่อเป็นช่องทางในการทำเงินดี ๆ อีกช่องทางนึงค่ะ


หากพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจ ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น การใช้เงินแลกเปลี่ยนก็ถือว่าเป็น เรื่องสากลของโลกไปแล้วตั้งแต่ธุรกิจยุค 1.0 และ 2.0 แต่ พอเริ่มยุค 3.0 ที่ผู้บริโภคเรียกได้ว่า เลือกได้นั้น ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ สร้าง “ธุรกิจทางเลือก” ขึ้นมาบริการเพื่อตอบโจทย์คนยุค 3.0 หรือตั้งแต่ Gen Y ได้ดีเป็นอย่างมาก โดยเมื่อเริ่มเข้ายุค 4.0 ผู้ประกอบการ หลาย ๆ ท่านอาจจะเริ่มสังเกตุว่าธุรกิจที่ต้องวิ่งเข้าหาหน้าร้านเพื่อซื้อของ หรือจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินสดนั้น ลดลงไปอย่างมาก ในบทความนี้จะมาพู่ดถึงสาเหตุและ 5 สัญญานเตือน กันค่ะ ว่าอนาคตของ ธุรกิจ”เงินสด”นั้นจะเป็นอย่างไรบ้างในยุคปัจจุบันหรือที่เรียกกันว่า ยุค 4.0 นั่นเองค่ะ

pexels-photo

ก่อนอื่น อยากให้ลองสังเกตุห้างบางห้างที่เน้นขาย คอมพิวเตอร์ดูก็จะพบว่า ในช่วง เปลี่ยนถ่ายจากยุค 3.0 สู่ยุค 4.0 ที่ผ่านมานั้นก็มีร้านที่ล้มหายตายจากกันไปมากเนื่องจากสาเหตุหลัก ๆ ที่พบได้ก็คือ “การตลาดทางเลือก” ซึ่ง “การตลาดทางเลือก” นี้ในสมัยธุรกิจยุค 2.0 นั้น เริ่มแรกอาจจะคุ้นหูจากคำว่า”ขายของออนไลน์  และเมื่อก้าวสู่ยุค 3.0 การตลาดทางเลือกนี้ก็ได้รับคำนิยาม ใหม่ว่า “ธุรกิจ E-commerce” โดยในยุค 2.0 และ 3.0 ที่ผ่านมานั้น อาจจะไม่ใช่หัวข้อสำคัญที่คน พูดถึงเป็นประเด็นหลักกันนัก แต่ทว่า ในช่วงปี 2559-2560 นี้ ทั้งทางภาครัฐและเอกชน ต่างก็ตอบรับ “การตลาดทางเลือก” ด้วยเพราะสาเหตุที่ว่า “เทคโนโลยี” มีการเติบโตเป็นอย่างมาก

และก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อธุรกิจด้านเทคโนโลยีสมารทโฟนเติบโตได้มา ราคาสินค้าก็ถูกลงจนคนสามารถ มีสมาร์ทโฟน ติดตัวได้ในราคา หลักร้อยจนถึง พันกว่าบาท  ซึ่งสิ่งที่สำคัญต่อด “การตลาดทางเลือก” นั่นก็คือ “สมาร์ทโฟน 1 เครื่องก็เปรียบเสมือน TV หรือ Brochure และ sales”  ที่เจ้าของธุรกิจสามารถสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงได้อย่างง่ายดายใน 15 นาที

และด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภค ทีเ่ปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เวลาว่างมาดู TV กลายเป็นเล่น Social / Chat แทนแล้ว จึงทำให้ “การตลาดทางเลือก” กลายมาเป็น “การตลาดหลัก” ที่ทุกคนให้การยอมรับว่า ได้ผลตอบรับดีกว่าการสื่อสารในยุคเก่าผ่าน TV, Radio , Leaflet, DirectMail รวมถึง Newspaper หรือหนังสือพิมพ์และการโฆษณาผ่านนิตยาสาร

e-payment

ซึ่งในปี 2557  นี้ก็มีผลสำรวจจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเผยในเรื่องพฤติกรรมการใช้เงินของคนไทยด้าน e-payment ว่าปัจจุบันพบว่า

  1. มีการใช้ Mobile Banking มากสุด 59%
  2. eMoney 50%
  3. Internet Banking 32%
  4. ATM/Debit Card 12%
  5. Credit Card 10%

ซึ่งอัตตราการเติบโตของ ข้อ 1-5 ที่ยกมานี้ ก็คือรูปแบบการใช้จ่ายผ่านระบบ internet หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า e-payment นั่นเองค่ะ โดยจริง ๆ แล้ว 5 ข้อที่ยกมานี้อยากจะเรียกว่าเป็น 5 สัญญานเตือนเลยก็ได้ค่ะ  เพราะว่าถ้าหาก อัตตรา การสมัคร account epayment มากขึ้นเท่าไร นั่นก็แสดงว่า  “ธุรกิจประเภทเงินสด” มีโอกาส “เสี่ยงเจ๊ง” กันมากขึ้นค่ะ

ซึ่งหากนับข้อมูลย้อนหลังไป 3 ปีจากปี 2555-2557 ก็จะพบว่าการเติบโตของธุรกรรมประเภท E-payment มีการเติบโตมากถึง 21% ซึ่งเป็นไปตาม ธรรมชาติที่ยุคเทคโนโลยี online สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉำพาะเมื่อประชากรไทยมี smart phone ใช้กันได้ “ในราคาถูกกก” มากขึ้นค่ะ  แล้วจริง ๆ หากลองนำสถิติย้อนหลังก่อนหน้านี้มาเทียบดูอีกตั้งแต่ปี 2553 – 2557 ก็จะพบว่ากราฟเส้นที่เอาไว้ใช้ทำนาย จะบ่งชี้ว่า ธุรกิจ e-payment จะยิ่งเติบโตด้วยความรวดเร็วค่ะ

สำหรับเรื่อง 5 สัญญานเตือนสำหรับธุรกิจเงินสดนั้น ถ้าสรุปโดยง่ายก็คือ หากธุรกรรมประเภท e-payment เติบโตมากขึ้นเมื่อไร โอกาสในการ ขายสินค้าเงินสดก็มีโอกาสที่จะขายยากมากขึ้น  ซึ่งในยุค 4.0 นี้ส้มคาดว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนการพกเงินสดเป้นพกเงินออนไลน์เสียมากกว่าเดิมอีก ด้วยเหตุที่ว่า  “ไม่ต้องพกเงินสดติดตัว …ไม่ต้องกลัวโดนปล้น”

อันนี้ยกตัวอย่างเช่นเมื่อก่อนจะซื้อทีวีเครื่อง 20,000 ก็ต้องกดเงินสด แต่เดี่ยวนี้นอกจากมีบริการ รูดบัตรจ่ายเงินแล้ว เขายังมีบริการ โอนเงินผ่าน internet หรือ scan QRcode เพื่อชำระเงินอย่าง alipay ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในขณะนี้ค่ะ ( เพราะเห็นได้ทุก 7-11 และร้านชั้นนำ )

นอกจากนี้จากการสังเกตุ ส้มก็ยังคาดว่าไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงหลักหมื่นขึ้นไป หรือราคาต่ำ ตั้งแต่ราคา 200-1,000 บาท ต่อจากนี้ คนก็จะนิยมจ่ายเงินผ่าน มือถือมากขึ้นเพราะ สามารถ จ่ายและคำนวนประวัติการ ใช้จ่ายได้เลย ( อันนี้ยกตัวอย่างของประเทศจีนเขาก็มี ใช้จ่ายกันแล้วนะคะ  เช่นกินอาหารตามสั่งก็จ่ายด้วย wechat/ alipay ได้ )

bloggerjob

สุดท้ายนี้ข้อมูล 5 สัญญาณเตือนที่เป็นช่องทาง e-payment ที่ยกมานั้นอาจจะดูน่ากลัว แต่ถ้าส้มคิดว่าถ้าหากธุรกิจประเภทเงินสดทั้งหลายรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุค มากขึ้น เปิดรับช่องทาง e-payment มากขึ้น ก็อาจจะเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการขายที่ดี เรียกว่า “มาก่อนได้ก่อน” ก็ได้ค่ะ

toon-psom-hengheng

สำหรับบทความนี้ อยากตั้งใจเขียนให้หลาย ๆ ท่านลองตระหนักถึงช่องทางการจ่ายเงินประเภท e-payment ตาม 5 ข้อที่ยกมาแล้วลองนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของท่านดูค่ะ ซึ่งหวังว่าหากท่านได้รับรู้และเห็นช่องทางแล้ว บทความนีั้ก็จะเป็นประโยชน์ของท่านไม่น้อยเลย ยังไงก็อย่าลืมกด like กด shareให้กำลังใจกันนะคะ แล้วส้มจะพยายามนำ เรื่องราวเกี่ยวกับ การเงิน การสร้างเครดิต และบทความดี ๆ มาลงให้อ่านเรื่อย ๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ
( ปล.เขียนวันวาเลนไทน์พอดี ยังไงก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านแฮปปี้วาเลนไทน์นะคะ )

 


สวัสดีค่ะ วันนี้ส้มขอนำคุณมาพบกับเรื่องราวของการหารายได้เสริมที่เรียกได้ว่า เป็นกระแสนิยมของทุกยุคทุกสมัยกันดีกว่าค่ะด้วยเรื่อง อาชีพเสริม ที่หลาย ๆ คนที่กำลังทำงานประจำอยู่ อาจจะยังมองไม่ออกว่า ควรทำอาชีพอะไรดี ที่เหมาะกับตัวคุณแล้วสามารถสร้างรายได้ให้กับคุณจนเป็นกอบเป็นกำจนถึงหลักแสนได้ซึ่งในวันนี้ส้มจะมานำเสนออาชีพ ที่เชื่อว่ามนุษเงินเดือนหลาย ๆ ท่านสามารถทำได้หลังเลิกงานค่ะ โดยขอบอกไว้ก่อนนะคะว่าอาชีพที่ยกมาให้ทราบกันต่อไปนี้ เป็นอาชีพที่เหมาะกับยุคสมัย 2017 สุดๆ ค่ะ

ซึ่งหวังว่าอาชีพนี้จะช่วยปลดหนี้ และสร้างเครดิตดีให้คุณได้ค่ะ

  • อาชีพที่ 1 อาชีพ รับจ้างทั่วไป

    อาชีพเสริมปลดหนี้

    อันนี้เรียกได้ว่า ทำต่อยอดสาขาอาชีพดีกว่าค่ะ เช่น
    หากคุณเป็นนักบัญชี คุณก็รับอาชีพเสริมด้านจัดการบัญชี หรือรับปรึกษาดูแลบัญชี
    หรือหากคุณมีอาชีพด้านกราฟิก ก็รับอาชีพเสริมรับทำ แบนเน่อ รับทำกราฟิก
    โดยในข้อแรกนี้ เรียกได้ว่า มีแต่ได้กับได้ เพราะนอกจากได้ฝึกฝนทักษะในการทำงานประจำแล้ว คุณยังสามารถเสริมประสบการณ์ที่มาพร้อมเงินและความรู้จากการทำงานในสาขาที่ตัวเองถนัดด้วยค่ะ

  • อาชีพที่ 2 อาชีพ บล็อกเกอร์ รีวิวเว่อร์ สร้างแฟนเพจ

    bloggerjob

    สำหรับอาชีพบล้อกเกอร์นั้นถึงดูแล้วได้รับความนิยมลดลงบ้าง แต่ปัจจุบัน ก็ยังมีผู้ทำเป็นเป็นอาชีพหลักอยู่
    แต่ม้ักจะได้เห็นในรูปแบบของ แฟนเพจเฟสบุคเสียมากกว่า เช่น แฟนเพจที่เคยได้ยินกันอย่าง เจี้ยบ จ่า พิกเซล แบบนี้ก็อยู่ในรูปแบบการทำบล้อกเกอร์เหมือนกันเพราะเมื่อไรก็ตามที่ แฟนเพจ หรือบล้อกที่เราทำมีคนติดตามเยอะแล้ว ก็สามารถ ประกาศหาผู้ลงโฆษนา และทำรายได้เสริมได้ ถัดมา อาชีพรีวิว นี้หากถ้าคุณไม่ได้ มีบล้อก ก็ยังมีกลุ่ม ที่รับสมัคร คนทดสอบ รีวิวผลิตภัณฑ์อยู่ ยิ่งหากคุณ ดูแลตัวเอง มีรูปโปรไฟล์ที่หล่อสวย ละก็ รับรองเผลอ ๆ คุณอาจเป็นดาราในข้ามคืน

  • อาชีพที่ 3 อาชีพ นักลงทุน นักเล่นหุ้น นักเก็งกำไร

    นักเก็งกำไร

    อันนี้เรียกว่าเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมมาอยู่เสมอ ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะเหมาะกับผู้ที่พอมีทุนอยู่บ้าง สำหรับการเก็งกำไร ยกตัวอย่างเช่น การซื้อพระเครื่อง ซื้อทอง ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ของเหล่านี้ หากสังเกตุใหเป็นแล้ว รอเพียงเวลาปีนึง ราคาก็อาจเพิ่มสูงถึง 4 เท่า หากมีการเล่นกระแสหรือเป็นที่ต้องการอย่างมาก และไม่ต้องใช้ความรู้มากเสียเท่าไร รวมถึงทฤษฎีอะไรเยอะด้วย แต่หากคุณ มีความรู้ และถนัดด้านตัวเลข การลงทุนในการ เล่นหุ้นก็ถึอว่าเป็นการลงทุนเพื่อสร้างรายได้เสริมที่ได้รับการนิยมเป็นอย่างมากช่องทางหนึ่งอีกเช่นกัน

  • อาชีพที่ 4 อาชีพ ถ่ายภาพ

    อาชีพนักถ่ายภาพขอเพียงคุณถ่ายภาพสวยแล้วลงเว็บ ขายภาพล่ะก็ได้เงินแน่นอน

    ถึงแม้จะดูน่าขันว่า จะสร้างเงินได้อย่างไร แต่ในวงการศิลป วงการกราฟิก ภาพบางภาพก็ไม่ได้หากันง่าย ๆ ด้วยเหตุนี้ ในต่างประเทศจึงมีเว็บใให้บริการ ฝากขายภาพเปิดให้บริการ และมีผู้ซื้อเป็นอย่างมาก
    โดยสิ่งที่คุณต้องทำก็มีแค่เพียง ถ่าย ถ่าย ถ่าย แล้วก็ถ่าย ในสิ่งที่คุณชอบ ก่อน แล้วไปสมัครสมาชิก เว็บขายรูปภาพ ( ลองค้นดูนะมีเพียบ อย่าง shutterstock.com ) ซึ่งหากคุณจับทางถูก ภาพ
    บางประเภทก็จะมีสถิติแสดงให้ดูอีกว่า คนต้องกานรอะไร แล้วสิ่งที่คุณต้องทำก็คือ หาเวลาว่างจากการทำงานเช่น ตอนพัก หรือตอนเลิกงาน วันหยุด ถ่ายรูปเล่น ระหว่างกลับบ้านหรือ ทริปเดินทาง แล้วแทนที่จะแชร์ลง
    เฟสบุค ก็แชร์ลง เว็บขายรูป จากนั้นก็แชร์ลิงของเว็บขายรูปลงเฟสอีกที แบบนี้นอกจาก รับรองว่า การถ่ายรูปครั้งต่อไปของคุณ จะกลายเป็นเงินแน่นอน

  • อาชีพที่ 5 อาชีพ youtuber นักทำรายการ

    online-somrichstory-around-the-word

    ในสมัยก่อน รายการ tv จะสร้างรายได้จากการที่ทำให้ รายการตัวเองน่าสนใจ แล้วจึงมี sponsors มาขอโฆษนา โดยปัจจุบันในยุคดิจิทัลที่ มีการเปิดกว้างให้สามารถเผยแพร่สื่อ สู่สายตาคนทั้งโลกอย่างเสรี ที่ได้รับความนิยมนั้น อาชีพ youtuber ก็เป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้หลักแสนมาแล้วให้กับหลาย ๆ คนโดยวิธีทำก็ไม่ยากเลย เพียงคุณแค่ ทำวีดีโอน่าสนใจยาวอย่างต่ำ 3-5 นาที แล้วลงกับ youtube ให้ดังข้ามคืนอย่าง คลิป “บอกรักผัว” คลิป “เหนียวไก่” ได้ ส้มรับรองได้เลยค่ะว่าชื่อเสียงมา เงินก็จะมาในไม่ช้า หรือถ้าคุณมีหัวคิดครีเอทเป็นคลิปยาว อย่างเช่น บี้เดอะสกา เสือร้องไห้ และอีกหลาย ๆ คน จนสามารถทำเป็นรายการได้ ในไม่ช้าคุณก็จะมีสปอนเซอร์ดัง ๆ มาขอลงเป็นรายปีเองซึ่งในลำดับที่ 5 นี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพยอดฮิตในตอนนี้เลยก็ว่าได้ ที่สามรถสร้างรายได้แบบ passive income ให้คุณ

  • อาชีพที่ 6 อาชีพ “ขายของ” ( ขายตลาดนัด ฝากขาย และขาย online )

    person-woman-hotel-laptop-696x371

    สำหรับอาชีพสุดท้ายนี้ เรียกได้ว่ากี่ยุค ๆ ก็ได้ผล ยิ่งในยุคปัจจุบันที่สามารถ ลงขายของผ่าน internet ได้อย่างอิสระเสรี การขายของ online จึงเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วซึ่งถ้าหากคุณไม่ถนัด online ละก็ ส้มก็อยากให้คุณลองมองหาตลาด ๆ ไกล้ ๆ บ้านดูแล้วลอง ใช้วิธีการ “ฝากขาย” สินค้า หรือถ้าหากคุณมีความถนัดในการใช้งานเว็บไซท์ เล่นเฟสบุค หรือ social
    จนมีเพื่อนเยอะ ๆ ก็ให้คุณลอง โพสสินค้า ที่น่าสนใจแล้วเริ่มต้นขายกับเพื่อนของคุณดูก่อน เพื่อทำความคุ้นเคยกับระบบการขายแบบ online ซึ่งหากถ้าคุณคุ้ันเคยแล้ว ก็ลองยกระดับจากขายเพื่อนมาเป็น
    ลงโฆษนากับ google, facebook, instragram แบบนี้ดูรับรองว่า หากสินค้าคุณเป็นที่ต้องการของตลาด หรือจับทางถูกล่ะก็ ยอดขายคุณอาจจะมากกว่า แสนต่อเดือน จนสร้างเครดิตดี ปลดหนี้ชีวิต รวยเป็นเศรษฐีเหมือนกับหลาย ๆ คนทีเดียว

ยังไงก็ตามส้มขอฝากไว้สักหน่อยว่าสำหรับ 6 อาชีพที่ยกมา คุณควรจะวางแผน และแบ่งเวลาให้ งานหลัก ไม่กระทบงานเสริมที่ทำ และเมื่องานเสริมมีรายได้ดี ให้คุณแน่ใจแล้วว่า มีเงินเก็บที่จะ ก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือมีเงินสำรองอย่างน้อย 12 เดือน แล้วจากนั้นจึงค่อยตัดสินใจว่าควรจะเอาอาชีพเสริมมาเป็นอาชีพหลักหรือยัง

toon-psom
หากถูกใจก็อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์เป็นกำลังใจในการเขียนบทความนะคะ คิดเห็นอย่างไร หรือต้องการให้เขียนเกี่ยวกับด้านไหนก็สามารถบอกกันผ่านคอมเม้นได้นะคะ ขอบคุณค่ะ


สวัสดีค่ะวันนี้กลับมาพบกับบทความดี ๆ จากทาง somrichstory กันอีกเช่นเคยค่ะ สำหรับประเด็นที่วันนี้จะหยิบยกมาพูดถึงกันก็คือเรื่องของดิจิตอลแบ้งก์กิ้ง ที่กำลังมาแรง  จนคนน้ำตาซึมกันทีเดียวค่ะ…

เนื่องจากคำว่าแรงในที่นี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียของตัวมันเองอยู่ แต่ก่อนที่จะเข้าไปสู่เหตุผลว่าทำไม? เรามาดูสถิติ และทำความรู้จักกับคำว่า Digital Banking กันดีกว่าค่ะ

แนวโน้ม ecommercethai

ข้อมูลแรก :  ในช่วงปี 2559 ที่ผ่านมาในเดือนมีนาคมทางธนาคารทหารไทย ก็ได้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทยมาว่า  ณ ขณะนั้นมีผู้ใช้งาน  Internet Banking  ( โอนเงินทางอินเทอร์เน็ต )  เป็นจำนวนสูงถึง  12,892,097 คน และอีกส่วนหนึ่งก็ยังใช้ บริการ โอนเงินด้วย มือถือ Mobile Banking     11,573,828 คน

etda-survey-e-commerce-2558-c

ข้อมูลชุดสอง :  จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยให้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ของธุรกิจประเภท e-commerce  ว่าปัจจุบันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

https://www.etda.or.th/content/value-of-e-commerce-survey-2016.html

 

ซึ่งข้อมูล ทั้ง 2 ชุดที่ยกมามีความเกี่ยวเนื่องกันก็คือ  ผู้ที่ใช้บริการส่วนใหญ่นั้น เลือกใช้ Digital banking ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าได้ลองหาตามเอกสารวิจัยต่าง ๆ ก็จะมีสถิติบ่งชี้ให้เห็นชัดว่า เมื่อ e-commerce เติบโต โลกของ Digital banking ก็มักจะเติบโตไปด้วย   เหตุผลหลัก ๆ ก็คงหนีไม่พ้น เพราะว่า internet แพร่หลายขึ้น แถม smart phone ก็ยังราคาถูก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยิ่งเป็นส่วนกระตุ้นให้ ผู้คนสามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างง่ายดายโดย ไม่ต้องไปต่อแถวรอที่ธนาคาร

 

pexels-photo

“ลองคิดดูสิว่า….แค่มีมือถือ1 เครื่องก็เปรียบเสมือน มีบัตรเคตรดิต ที่พร้อมจะจ่ายได้ทุกสกุลเงินทั่วโลก”

 

ซึ่งสำหรับคำว่า Digital Banking นั้น  ความหมายที่อธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ นั่นก็คือ  การทำธุรกรรมต่าง ๆ ด้านการเงินผ่าน ระบบออนไลน์ ของสถาบันการเงินต่าง ๆ  หรือถ้าพูดง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ “การโอนเงินผ่านเน็ต” “การซื้อ-ขายของผ่านเน็ต” นั่นเอง โดยเฉพาะปัจจุบัน ผู้ให้บริการมือถือหลาย ๆ จ้าวก็มีบริการเสริมต่าง ๆ ที่สามารถประยุกนำค่าโทรมาซื้อ-ขายของผ่านเน็ตด้วยแล้ว จึงเป็นอีกผลนึงที่ทำให้ การค้าขายทางโลก Digital หรืออินเทอร์เน็ตนั้นเต็บโตด้วยความรวดเร็ว

pexels-photo-259200

ดีจิตอลแบงก์กิ้ง มีด้านดี ก็ต้องมีด้านลบ?

ด้วยความที่สามารถจับจ่าย โอนเงินได้คล่องตัว ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นช่องทางนึงที่เปิดโอกาสให้มิชฉาชีพ คอยฉกฉวยด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ปล่อย application ปลอม ให้กรอก user- password สำหรับโอนเงิน ที่ทำหน้าจอเลียนแบบโปรแกรมของทางธนาคาร ( ในเรื่องนี้ ส้มแนะนำว่า เวลาโหลดแอพฯ ดีที่สุดคือ ต้องโหลดจากทาง appstore หรือ play store เท่านั้น )  หรือปลอมแปลงเว็บไซท์เลียนแบบ ซึ่งข่าวเหล่านี้ก็มีออกมาอย่างต่อเนื้อง  ด้วยเหตุนี้  ก่อนใช้งานทุกหน้าเว็บไซท์หรือ เข้าแอพฯ ผู้ใช้จึงควรแน่ใจก่อนว่านั่นคือ ของจริง ไม่ใช่เว็บปลอมหรือแอพเถื่อน ที่มิจฉาชีพทำไว้หลอกโอนเงินให้ต้องนั่งน้ำตาซึม

toon-psom-oh

ในอีกแง่มุม…เรื่องน้ำตาซึม ก็คงหนีไม่พ้นผู้ประกอบการยุคเก่า ๆ ที่ยอดขายหน้าร้านอาจจะตกฮวบฮาบไปเรื่อย ๆ หากไม่เปลี่ยนแผนการในการขายสินค้าให้รองรับโลก Digital หรือการขายออนไลน์แล้วล่ะ ก็ท้ายสุดอาจจจะต้อง น้ำตาซึม อีกก็ได้เพราะเดี่ยวนี้  ใคร ๆ เขาก็มีรายได้จากการขายออนไลน์กันหมดแล้ว

 

pexels-photo

สุดท้ายนี้ ในช่วงต้น ๆ ของบทความวันนี้ ตามข้อมูลที่ได้อ้างอิงมา หากดูแล้วก็คงเดาได้ไม่ยากว่า โลกแห่ง Digital Bankingนั้น มีแววที่จะเติบโตอีกหลายเท่ากว่าปัจจุบันแค่ไหน …ซึ่งส้มก็อยากฝากข้อคิดในแง่ของการทำธุรกิจ ไว้สักนิดนึงว่า หากคุณทำร้านขายของ ร้านอาหาร หรือบริการอะไรอยู่  การเปิดบริการ ให้สามารถ จ่ายเงินค่าบริการ ค่าอาหารผ่าน digital banking ก็นับเป็นไอเดียที่น่าสนใจ  ( ยกตัวอย่าง ของจีนเขาก็มี aliplay กันแล้ว ที่ใช้ QR code จ่ายค่าข้าวกันได้ )

และ…ถ้าร้านคุณเป็นร้านแรก ๆ ล่ะจะดีแค่ไหน?

แล้วจะดีกว่าไหม…ถ้า ไปร้านอาหารต้องควักเงินหลักพัน

…ไม่ต้องนับแบ้งก์

….ไม่ต้องนับเศษตัง

…….ไม่ต้องพกเงิน…ให้กลัวโดนปล้น

มาถึงบรรทัดนี้ คิดว่าคุณคงพอได้ไอเดียอะไรที่จะต่อยอดธุรกิจ คุณแล้วล่ะ!

 

อย่าลืมกด like กด share เป็นกำลังใจ และติดตามบทความพร้อมข่าวสารด้านการเงิน และธุรกิจได้ตลอดที่นี่ค่ะ


6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงิน สำหรับคนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจ

การออมเงิน

หากพูดถึงการออมเงิน แล้วล่ะก็ เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็กำลังเก็บออมเงินด้วยเหตุผลต่าง ๆ มากมายโดยที่พบได้มากก็คือ

  1. เพื่อซื้อรางวัลชีวิต เช่น บ้านหรูๆ รถหรูๆ มือถือดีๆ หรือของที่ตอบแทนกิเลสและรสนิยมต่าง ๆ
  2. เพื่อเป้าหมายชีวิต เช่น ออมเพื่อลงทุนในธุรกิจ ออมเพื่อจ่ายรายจ่ายประจำ (เช่นค่าเช่า)

ถึงแม้มีคำกล่าวที่ว่า The best defense is a good offense  ที่มีความหมายว่า “การรับมือที่ดีนั้นคือการวางแผนรุกมาอย่างดี” ในเรื่องการลงทุนเพื่อธุรกิจ หรือซื้อของเพื่อเป็นรางวัลชีวิตใด ๆ ก็ตามสิ่งที่มองข้ามไม่ได้นั่นก็คือลำดับพื้นฐานในการออมเงิน ซึ่งมีความสำคัญมาเป็นอันดับแรก ๆ โดยเมื่อเงินออมมีเพิ่มขี้นมาถึงจุดที่ได้กำหนด เป้าหมายไว้ เงินออม เหล่านี้ก็จะกลายเป็น “แหล่งเงินทุน” ชั้นดี ในการลงทุน ซึ่งเรื่องพวกนี้ Richard Brandson นักธุรกิจเจ้าของ Vergin Group  ได้กล่าวในการสัมภาษณ์ในรายการ TED Talk ไว้เป็นแง่คิดที่ดีว่า

 

“ผมคิดว่าการเริ่มต้นธุรกิจโดยไม่มีเงินทุนหนุนหลัง มันเหมือนคุณกำลังขับรถผิดทาง”

richardbranson-tedtalk

source: https://www.ted.com/talks/richard_branson_s_life_at_30_000_feet

ซึ่งตามสถิติแล้ว ถึงแม้ปัจจุบันจะมีสถาบันการเงิน ให้บริการ บัตรกดเงินสดที่สามารถ หยิบยืมเงินในอนาคตมาใช้ได้ เปิดให้บริการเป็นอย่างมาก แต่การหยิบยืมเงินในอนาคตนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นหนทางหนึ่งที่ เรียกได้ว่า “อาจไม่ฉลาดเลย” ถ้าคุณไม่วางแผนการไว้อย่างดี หรือไม่สามารถกู้หรือหยิบยืมเพื่อมาทำให้เกิดกำไรอย่างมหาศาล ตามแผนที่วางไว้ได้

นั่นเพราะว่าในการนำเงินในอนาคตมาใช้นั้น หากคุณไม่เตรียมการไว้อย่างดีล่ะก็ คุณจะต้องเจอปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ ที่มากขึ้นอยู่เสมอ เช่น กรณีที่ไม่คาดคิด กรณีน้ำท่วมครั้งใหญ่  หรือแย่สุดคืออุบัติเหตุ จนไม่สามารถหารายได้เป็นเวลานาน

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำ ไม การเลือก “ออมเงิน” เป็นวิธีที่ชาญฉลาดของ ผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย  โดยเมื่อออมเงินจนกลายเป็น “ทุน” ที่ได้คำนวนไว้อย่างดีแล้ว จากนั้นจึงค่อยต่อยอดมาเปิดธุรกิจ เล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ขยายตัวเมื่อสาขาแรกประสบความสำเร็จ จากนั้น หากเมื่อต้องการขยายสาขา อย่างรวดเร็ว “แต่ไม่มีทุนเพียงพอ” คุณก็สามารถนำยอดขาย และผลประกอบการมายื่นเพื่อขอกู้กับโครงการ ต่าง ๆ ของสถาบันการเงินและธนาคารชั้นนำต่าง ๆ ( ซึ่งเคล็ดลับก็คือ นอกจากกู้ได้แล้ว คุณยังได้ที่ปรึกษาด้านการเงินเพิ่ม หรืออาจจะได้เข้าร่วมโครงการของธนาคารนั้น ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจของคุณอีกด้วย )

ว่าแต่ว่า…. ก่อนที่จะพาคุณไปยัง เรื่องของ การหาแหล่งเงินทุน ในบทความถัดไป เรามาทำความรู้จักกับ 6 วิธีพื้นฐานง่าย ๆ ทีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงินของคุณกันดีกว่า

วางแผนให้ชัดเจน

1.วางแผนให้ชัดเจน กำหนดเป้าหมายด้วย ตัวเลขและเวลา

การวางเป้าหมายในการออมเงินถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ  ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณต้องการออมเงินเพื่อซื้อบ้าน คุณก็ต้องรู้ว่าราคาบ้านที่จะซื้อราคาเท่าไร   หรือหากคุณต้องกาออมเงินเพื่อธุรกิจ คุณก็ต้องรู้ว่าต้องใช้เงินทุนทำธุรกิจเท่าไร จากนั้นจึงเอาต้นทุนที่ทราบมาเป็นเป้าหมายในการออมเงิน

รอบคอบ

2.ค่อย ๆ  ทำอย่างรอบคอบ

การคิดอย่างรอบคอบนั้นจะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญได้อย่างง่าย แถมยังช่วยสร้างนิสัยเป็นคนที่ทำอะไรใส่ใจอีกด้วย ซึ่งสำหรับในเรื่องการออมเงินหากคุณคิดอย่างรอบคอบ คุณก็จะรู้ดีว่า อะไรควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ เช่นหากในแต่ละวันคุณตั้งเงินใช้จ่ายรายวันไว้ที่ 100 แต่หากคุณสามารถ ใช้เงินอย่างประหยัดล่ะก็ คุณอาจจะเหลือเงินถึง 20-50 บาทก็เป็นได้ และเงินจำนวนนี้ อาจจะเป็น “ผลพลอยได้ในการออม” ที่จะทำให้ “ระยะเวลาในการออมของคุณสั้นลง” หรือนำเงินจำนวนนี้มาซื้อสิ่งที่อยากได้สิ่งอื่น ๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องกระทบเงินออมที่เป็นเป้าหมายหลัก

คิดในด้านบวก ละทิ้งความคิดด้านลบ

3.มีความคิดในด้านบวก ละทิ้งความคิดด้านลบ

ในข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าหากมีเรื่องร้าย ๆ เข้ามาในชีวิตคุณจะทำเป็น ทองไม่รู้ร้อน แต่นั่นหมายความว่า ในสถานการใด ๆ ก็ตามที่เกิดเรื่องแย่ ๆ ขึ้นให้คุณพยายามคิดในแง่ดีเช่น

“หากมีเจ้าหนี้เพื่อนมาทวง ก็ให้มองว่า…เขายังให้โอกาสเราคุยอยู่..และยังไม่อยากตัดมิตรภาพ.. ซึ่งถ้าเขาไม่อยากเป็นมิตร..คงส่งคนมายิงหรือ เลิกคุยไปแล้ว”
“หากทำเงินหาย…ก็มองว่า…ยังโชคดี…ที่ความซวยนี้ไม่ใช่โดนโจรปล้น…..หรืออย่างน้อยคนเก็บก็คงโชคดี..ถือว่าทำบุญ”
“หากรถชนแล้วรถพัง ก็มองว่าอย่างน้อยก็ไม่ตาย รถหาใหม่ได้”

ซึ่งในการคิดในเรื่องบวก เหล่านี้ จะทำให้เมื่อคุณเผชิญกับปัญหาใด ๆ ก็ตามชีวิตคุณจะมีแต่ทางออกอยู่เสมอ รวมถึงทำให้คุณยังสามารถมองเห็นโอกาสในการหาเงิน แบบที่คนอื่นไม่เห็นได้

 

ฝึกสมาธิใช้จ่ายมีเหตุผล

4.ฝึกสมาธิ

อาจจะดูเป็นเรื่องแปลก แต่การฝึกสมาธินั้นช่วยให้ คุณสามารถออมเงินได้ดีขึ้นจริง ๆ เนื่องจากสมาธิจะทำให้คุณไม่วอกแว่ก ต่อเป้าหมายในการออมเงินของคุณได้ง่าย   โดยเคล็ดลับในการฝึกสมาธิก็คือ คุณต้องจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากคุณมีเป้าหมายในการออมเงินอยู่แล้วล่ะก็ พยายามทำเป้าหมายเดิมให้สำเร็จเสียก่อน… ทำไมน่ะหรอ …ก็เนื่องจาก “สมองของมนุษย์นั้นมี สมาธิจำกัด” ซึ่งมีงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นออกมารับรองอย่างต่อเนื่องว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จกับสิ่งที่คุณตั้งใจล่ะก็ คุณต้องมีสมาธิอย่างมากกับสิ่งที่ทำ

ผลัดวันประกันพรุ่ง

5.คิดแล้วทำ งดผลัดวันประกันพรุ่ง

ปัญหาในการออมเงิน ที่พบได้ในหลาย ๆ ท่านก็คือ “ไม่มีวินัย ในการออม” เช่นตั้งเป้าว่าจะเก็บวันละ 100 แต่ก็ทำบ้าง ๆ ไม่ทำบ้างเพราะเห็นว่าเงิน 100 มันน้อยนิด เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ เป็นเดือนๆ เงิน 100 ก็กลายเป็นเงินจำนวนมาก  และเมื่อกลายเป็นเงินจำนวนมากแล้ว หลายคนก็มองว่า “นี่ฉันต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อออมหรือเนี่ย” ..จนในที่สุดก็ล้มเหลวในการออม ด้วยเหตุนี้การ “มีวินัย” จึงเป็นสิ่งสำคัญเสมอ

เป้าหมายการออมเงิน

6.สำคัญที่สุดคือ คำนึงถึงผลลัพธ์ อยู่เสมอ

หากการออมเงินของคุณ มีเป้าหมายอย่างชัดเจนเช่น  จะเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านราคา 1.2ล้านให้ได้ใน 5 ปี ก็ให้คำนึงถึง ผลลัพธ์ก็คือ บ้านที่คุณวาดฝันไว้อยู่เสมอ ๆ ซึ่งการนึกถึงเป้าหมายอยู่เสมอ ๆ นี้จะช่วยให้คุณไม่วอกแว่กต่อกิเลส หรือสิ่งของฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ที่จะมาเบียดเบียนเงินออมของคุณ

6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงินสุดท้ายนี้ หลังจากที่คุณได้อ่าน 6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงิน สำหรับคนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจ แล้วก็หวังว่าการออมเงินของคุณครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จได้อย่างง่ายได้  ซึ่งในประเด็นของ การออมเงินเพื่อการลงทุนนั้น ส้มจะมากล่าวให้ฟังในบทความถัดไปนะคะ ว่าเราสามารถ ออมเงินเพื่อการลงทุน และหาแหล่งเงินทุนเพื่อการลงทุนได้อย่างไร  อย่าลืมกด like กด share เป็นกำลังใจ กันนะคะ ขอบคุณค่ะ


เรียกได้ว่าหลังปัจจุบันนี้หากกล่าวถึง โดนัลทรัมป์ แล้วคงเป็นไปได้ยากที่จะไม่มีคนไม่รู้จักในแง่ของการเป็น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ  แต่ในอีกแง่นึงคือบทบาทนักธุรกิจ ที่อาจจะมีหลาย ๆ คนไม่รู้จักนั่นคือ โดนัล ทรัมป์ เป็นหนึ่งในเศรษฐีด้านอสังหาฯ ระดับต้น ๆ ของโลกทีเดียว

ถ้าหากพูดถึงเหตุผลที่ทำให้ โดนัล ทรัมป์ ดังขึ้นมาล่ะก็ คงใช้คำนิยาม ได้ประมาณว่า  “ใจดี สปอร์ต  อเมริกา” ก็ว่าได้เพราะ บุคลิกที่สุดขั้ว ทำอะไรสุดโต่งของเขา ที่เปรียบเสมือนเหรีญสองด้านที่มองได้ง่าย ๆ นั้น ก็ทำให้ มีคนที่ชอบและ ไม่ชอบมากพอสมควร โดยวันนี้ทางเว็บ somrichstory.c0m สอนรวยด้วยเครดิต จะนำเทคนิกในการลงทุนเพื่อปลดหนี้ ด้วยวิธีแบบ โดนัลทรัมปป์กันค่ะ

 

the celebrity apprentice

ยกตัวอย่างเช่นรายการทีวีของเขาเอง ที่เขามักใช้ประโยคเด็ด ๆ ในรายการว่า “You ‘re fired!” ( คือ แกรรโดนนนไล่ออกกก!! )

wwe donal trump นักลงทุนอสังหา

                นอกจากนี้เขายังมีออกรายการมวยปล้ำ WWE ที่โด่งดังที่สุดของโลกอีกต่างหาก

telegraph โดนัลทรัมป์ กับสาวๆ

                ถ้าหากยังไม่เห็นภาพ “ใจดี สปอร์ต เอมริกา” ล่ะก็ ดูในวงการสาว ๆ ขาอ่อน จะเห็นๆได้ว่า มีภาพหลุดมาเยอะมากๆ

 

แต่เรื่องของเรื่องก็คือ หากความคิดของเขาไม่เจ๋งจริง คงไม่ได้มายืนถึงจุดนี้ที่เป็น ประธานาธิบดี หรอกจริงใหมคะ?

ซึ่งในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์นั้น โดนัล ทรัมป์ ก็เคยกล่าวถึงแนวความคิดในการลงทุนด้านนี้ไว้สั้น ๆ ง่าย ๆ เป็นแนวความคิด โดยอ้างอิงจากหนังสือ Key to Investing in Condos ซึ่งทรัมปป์ ได้กล่าวไว้ว่า

กุญแจสู่ความสำเร็จในการเลือกลงทุนในพื้นที่ต่าง ๆ ก็คือ

The key to success in selecting the location of Trump.

1) Be Willing to Pay Premium for a Prime Location.
ข้อแรกจ่ายไม่อั๋นเพื่อ สถานที่ที่ดีสุด ( เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็ตามมูลค่าจะเพิ่มขึ้นเสมอ )
2) Don’t Buy without a Creative Vision for Adding Significant Value.
ข้อสองอย่าซื้อหากที่นั่นยังไม่รู้ว่าจะลงทุนอย่างไรดี
3) Four Things Trump Looks for in a Location.
สำหรับพื้นฐาน สี่ข้อที่ควรคำนึงนั่นคือ
– Great Views.
– Prestige.
– Growth Potential.
– Convenience.

  1. วิวต้องสุดยอด
  2. เป็นแหล่งที่มีชื่อเสียง และต้องดูหรูหรา
  3. ความเจริญต้องมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
  4. การเดินทาง ต้องสะดวกสบาย

โดยเหตุผลที่โดนัลทรัมป์ เชื่อว่า เหตุผลพื้นฐานทั้ง 4 ข้อเหล่านี้สามารถจูงใจผู้ซื้อ และผู้เช่าได้ดีอยู่เสมอ และสามารถปรับปรุง หรือเรียกราคาเพิ่มได้ง่ายกว่าด้วย   สำหรับราคานะหรือ? โดนัลทรัมป์ ยอมที่จ่ายราคาแพงกว่า 50%-100% เพื่อที่จะได้อสังหาที่มีคุณสมบัติ 4 ข้อพื้นฐานนี้มา

หลังจากอ่านบทความนี้จบลงเชื่อว่าผู้อ่านหลาย ๆ คนคงจะมีไฟ ในการลงทุนเพิ่มขึ้นมาแล้วใช่ไหมค่ะ ว่าแต่ว่าพอเกริ่นเรื่องการลงทุนนี่ สำหรับผู้ที่มีทุนอยู่แล้วคงลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดี ๆ ไม่ยาก แต่สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้อสังหาริมทรัพย์ดี ๆ ก็ไม่ต้องห่วงค่ะ ในบทความถัดไปจะนำเสนอเรื่อง “ฉันจะรวยอย่างไรด้วยการกู้”  อย่าลืมติดตามนะคะ รับรองว่าคุณต้องชอบแน่ ๆ

อย่าลืมกด Like กดแชร์ด้วยกันนะคะ  เป็นกำลังใจให้แอดมินอัพเดทเรื่องราว และเคล็ดลับการปลดหนี้ชีวิตสอนรวยด้วยเครดิตด้วยกันค่ะ

 


 

unnamed-1

เป็นอีกหนึ่งบทความที่น่าสนใจมากของ Daylon Soh นักการตลาดชาวสิงคโปร์ที่วิเคราะห์ธุรกิจของ P&G โดย Daylon มีประสบการณ์ในสายงานการตลาด – โฆษณามาอย่างโชกโชน ซึ่งนอกจากความสามารถในสายงานดังกล่าวแล้ว เขายังเขียนบทความที่น่าสนใจออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบทความล่าสุดของเขานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวทางการจัดการแบรนด์และการตลาดของค่ายคอนซูเมอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง P&G โดยเขาได้แรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือเรื่อง Playing to Win : How Strategy Really Works ของ A.G. Lafley อดีตผู้บริหารและซีอีโอของ P&G นั่นเอง

 

จากเนื้อหาในหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้อย่างมาก Daylon จึงตัดสินใจใช้เน็ตเวิร์กที่มีบน LinkedIn ตามหาผู้ที่ทำงานอยู่ในบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการคอนซูเมอร์อย่าง P&G และขอให้เขาช่วยเล่าเรื่องราวในการทำงานให้ฟัง ซึ่งพนักงาน P&G ที่เขาได้มีโอกาสพูดคุยนั้นส่วนมากอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในสายงาน business development, brand (marketing) และในกลุ่มบริหารงานทั่วไป และสรุปออกมาเป็น 5 แนวทางการจัดการเกี่ยวกับแบรนด์และการตลาดของ P&G ที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จอย่างน่าสนใจ ดังนี้

1. P&G ใช้วิทยาศาสตร์ในการบริหารจัดการแบรนด์

Daylon เผยว่า การทำงานของนักวิจัยที่ P&G ต้องเริ่มจากการตั้งสมมติฐาน เก็บข้อมูลและทำการทดลอง ก่อนจะเปรียบเทียบผลการทดลองนั้นกับข้อสมมติฐานเบื้องต้น ยกตัวอย่างการพัฒนามีดโกนสำหรับผู้ชายชาวอินเดีย ซึ่งต้องพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างลงตัวที่สุด ทาง P&G เลยส่งนักวิจัยของพวกเขาไปใช้ชีวิตร่วมกับลูกค้าในอินเดียเป็นเวลาสองสัปดาห์ และทำให้พบว่า สมมติฐานทั่วไปที่ใช้ในการออกแบบมีดโกนนั้น ใช้ไม่ได้กับอินเดีย

เหตุที่กล่าวเช่นนั้น เพราะนักออกแบบมีดโกนออกแบบโดยอยู่ภายใต้สมมติฐานว่าผู้ใช้งานทุกคนล้วนโกนหนวดตามแบบที่ผู้ชายชาวตะวันตกทำ นั่นก็คือยืนอยู่หน้าอ่างหน้าล้างหน้าขนาดใหญ่ และมีก๊อกน้ำร้อนให้ล้างทำความสะอาดใบมีด

แต่ในอินเดีย สิ่งที่ผู้ชายชาวอินเดียทำนั้นไม่ใช่การทำความสะอาดใบมีดด้วยน้ำร้อนก่อน ตรงกันข้าม พวกเขาจุ่มมีดโกนลงในถ้วยเล็ก ๆ ที่ใส่น้ำเย็น ๆ  ผลก็คือ เศษหนวดจะติดอยู่ตามใบมีด และทำให้การโกนหนวดในครั้งต่อ ๆ ไปทำได้ยากขึ้น ซึ่งหากไม่ได้ยึดตามแนวทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีการลงพื้นที่จริง สำรวจความต้องการจริงว่าตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ นักวิจัยคงไม่ทราบถึงรูปแบบการใช้งานของผู้บริโภคชาวอินเดียเป็นแน่

2) P&G เข้าใจถ้าการสร้างแบรนด์จะต้องใช้เวลา

คู่สนทนาของ Daylon รายหนึ่งได้แชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการทำโฆษณาบน YouTube ของแบรนด์ผ้าอ้อมอย่าง Saliency ซึ่งเขาเล่าว่าในการทำโฆษณาเขาได้เจาะไปยังกลุ่มคุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นกลุ่มที่แทบจะยังไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต้องใช้ผ้าอ้อมเด็กเลย แต่ P&G ก็เลือกที่จะทำ และค่อย ๆ สร้างความผูกพันในแบรนด์กับกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์เหล่านั้นด้วยการให้กำลังใจตลอดช่วงเวลาแห่งการตั้งครรภ์ ซึ่งใช้เวลานานหลายเดือนกว่าที่พวกเธอจะคลอดลูกและซื้อผ้าอ้อมให้ลูก

ในจุดนี้ ในฐานะนักการตลาด Daylon มองว่าสิ่งที่ P&G ทำนั้นแตกต่างจากสิ่งที่นักการตลาดในปัจจุบันทำ เนื่องจากนักการตลาดยุคใหม่มักไม่อดทนสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับกลุ่มเป้าหมายได้นานขนาดนั้น กับความจริงอีกข้อหนึ่งก็คือ ระยะเวลาการเปลี่ยนงานใหม่ของผู้บริหารด้านการตลาดในทุกวันนี้อยู่ที่ 44 เดือน (ไม่ถึง 4 ปีเต็ม) ซึ่งการเปลี่ยนงานเร็วนี้ทำให้ยากแก่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ได้ในระยะยาวด้วย

แต่ที่ P&G สามารถทำได้นั้น อาจเป็นเพราะพนักงาน P&G จะอยู่ในสายงานเดิมของตนเองเป็นเวลานาน จนมีความรู้ลึกในตัวโปรดักซ์ และ Daylon ยังได้ชี้ว่าพนักงาน P&G ที่เขาได้พูดคุยด้วยนั้น หลายคนทราบเป็นอย่างดีเกี่ยวกับโปรดักซ์ของตนเอง รวมถึงของคู่แข่งด้วย พวกเขารู้ลึกในสินค้า และรู้สึกเหมือนกับเป็นสินค้าของตนเอง ไม่ใช่ของบริษัท

3.) P&G มีรูปแบบในการทำงานร่วมกับเอเจนซี่ที่เข้มงวด ซึ่งทำให้งานออกมาเพอร์เฟคมากขึ้น

ในจุดนี้ Daylon มองว่า P&G มีกระบวนการในการทำงานร่วมกับเอเจนซี่ด้านโฆษณา หรือด้านการวิจัยที่เข้มงวด ซึ่งเท่าที่ได้คุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เขาได้ลำดับออกมาเป็นขั้นตอนคร่าว ๆ ถึงการทำงานร่วมกับเอเจนซี่ของ P&G ว่าเป็นไปในรูปแบบดังต่อไปนี้

– จาก Product Strategy ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า งานของโปรดักซ์ชิ้นนี้ควรทำโดยการเอาท์ซอร์ส หรือทำแบบ In-house ก่อนจะคุยกับทางเอเจนซี่
– งานนี้จำเป็นต้องกระจายให้กับเอเจนซี่หลาย ๆ บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือไม่ เช่น quantitative research(การวิจัยเชิงปริมาณ), ethnographic studies ( การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณา), advertising creative (การออกแบบงานโฆษณาในเชิงสร้างสรรค์)
– จะบรีฟเอเจนซี่อย่างไรให้พวกเขาสามารถสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์ได้สูงสุดในการสื่อสารแบรนด์ออกไป
– จะวัดความสำเร็จของงานนี้อย่างไร

ซึ่ง Daylon ชี้ว่า P&G ให้ความสำคัญกับเอเจนซี่มากในฐานะผู้มีส่วนช่วยขยายธุรกิจ จึงทำให้การทำงานกับเอเจนซี่เป็นไปอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจตามที่ต้องการนั่นเอง

4. P&G เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และมีการบ่มเพาะศักยภาพพนักงานอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง P&G ข้อหนึ่ง คือการมีลิสต์หนังสือแนะนำสำหรับพนักงาน ซึ่ง Daylon เองสืบค้นจนทราบว่า หนังสือยอดฮิตในหมู่พนักงานของ P&G เมื่อปีที่แล้วคือหนังสือเรื่องHow Brands Grow: What Marketers Don’t Know ของ Byron Sharp ซึ่งหลังจากอ่านจบ เขาถึงกับยกย่องว่านี่เป็นหนังสือที่นักการตลาดทุกคนควรได้อ่านเลยทีเดียว

นอกจากนี้ P&G ยังเป็นองค์กรที่มีการจดบันทึกประสบการณ์ด้านการทำโฆษณาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพนักงานสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ หรือในยุคที่การโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียถือกำเนิดขึ้น และนักโฆษณาทุกคนต้องมาเรียนรู้ว่ามันทำงานอย่างไรนั้น พนักงาน P&G ก็เช่นกัน และเขาเหล่านั้นต้องแชร์ความรู้เหล่านี้ให้กับบริษัทด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ P&G ยังมีการอบรมพนักงานในโปรแกรมต่าง ๆ มากมาย เช่น โปรแกรม the Associate Brand Manager program (ABM) ซึ่งอดีต Brand Manager ของ P&G รายหนึ่งเล่าว่า P&G เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่มีการลงทุนสร้าง capability builders และงานของตำแหน่งนี้ก็คือการพัฒนาแนวทางในการทำงานที่ดีที่สุด และนำมาปรับใช้กับองค์กร ซึ่งงานด้านการตลาด – บิสซิเนทคือ Soft Skill ที่คอร์ส the Associate Brand Manager program ให้ความสำคัญเป็นอันมากด้วย

5) P&G รู้ว่าจะเล่นบทผู้นำตลาดอย่างไร

หนังสือของ Lafely ยังได้ยกกรณี P&G กับแบรนด์ Gillette ที่บริษัทควบกิจการมาในปี ค.ศ.2005 ว่า P&G สามารถทำให้ Gillette ได้รับประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านต้นทุนการสั่งซื้อวัตถุดิบ การทำแพกเกจจิ้งต่าง ๆ ที่ลดลง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้น ตลาดมีดโกนกำลังชะลอตัว การควบรวมกับ P&G จึงน่าจะเป็นทางรอดที่ดีสำหรับ Gillette

ในด้านการตลาด P&G สามารถดึงแบรนด์ Gillette ออกสู่ระดับโลก แทนที่จะอยู่เฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกา และทำให้การบริหารต้นทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

การควบรวมกับ Gillette ทำให้ P&G มียอดขายแซงหน้าค่ายยูนิลีเวอร์ได้สำเร็จ และทำให้บริษัทได้รับการจัดให้เป็น TOP 5 Most Admired Company สาขาการบริหารงานคุณภาพและบุคลากรที่มีความสามารถ จากนิตยสาร FORTUNE ฉบับมีนาคม 2006 ด้วย

อย่างไรก็ดี Daylon ไม่ได้บอกว่า P&G เป็นบริษัทที่เพอร์เฟ็คไปเสียทุกอย่าง เพราะในฐานะของการเป็นบริษัทผลิตภัณฑ์เพื่อคอนซูเมอร์ซึ่งแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับโลกเทคโนโลยีเลยนั้น ทำให้บริษัทต้องพยายามเรียนรู้ให้เร็วในเรื่องนวัตกรรม เพื่อให้ทันต่อการแข่งขัน เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทขนาดเล็กทยอยก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งมากขึ้น แถมบริษัทเหล่านั้นรู้วิธีที่จะตอบสนองความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดีเสียด้วย

ที่มา LinkedIn unnamed-1


01

 

นี่คือคำพูดของผู้ก่อตั้ง  Alibaba ที่อยากให้คนไทยได้ฟัง ” คนที่เอาใจยากที่สุดคือคนจน” พอฟังเหตุผลเท่านั้นแหละ ต้องหันมามองตัวเองอย่างไว!!

 

Jack Ma เคยออกมาพูดไว้ว่า “คนที่เอาใจยากที่สุดก็คือคนจน”

ทำไมนะหรือ?

 

 

พอให้ของฟรี คนพวกนี้ก็คิดว่าเป็นกับดัก

02

 

พอลองบอกให้เขาลงทุนเล็กน้อย เขาก็จะตอบว่า “ผลตอบแทนไม่น่าพอใจ”

03

 

งั้นพอบอกให้ลงทุนเยอะเสียหน่อย  , เขาก็จะตอบว่า “เงินไม่มี”

04

 

 

พอลองบอกให้เขาลองวิธีใหม่ๆ, เขาก็จะบอกว่า “ไม่มีประสปการณ์”05

 

งั้นพอลองบอกให้ทำธุรกิจแบบที่เคยมีอยู่สิ, เขาก็บอกว่า “ยาก…เกินที่จะทำ”

06

พอเสนอความคิดธุรกิจใหม่ ๆ เขาก็จะบอกว่า, นี่มัน MLM

07

 

เลยบอกให้ลองไปเปิดร้านสิ, เขาก็จะบอกว่า มันไม่มีอิสระ

08

 

พอบอกให้ลองสร้างธุรกิจเองเลยซะสิ!, เขาก็จะตอบว่า “ความสามารถไม่พอ”

09

สิ่งที่คนพวกนี้ทำคือ ชอบค้นหาจากกูเกิ้น แล้วก็ฟังความคิดเห็นจากพวกที่ล้มเหลวเหมือนตัวเอง

12

 

พวกเขาใช้เวลาค้นคามมากกว่าศาสตราจารย์ในมมหาลัย และลงมือทำน้อยกว่าคนตาบอดเสียอีก

10

 

ถ้าหากลองถามเขาว่า “งั้นคุณทำอะไรได้บ้าง” , พวกนี้ก็จะตอบอะไรไม่ได้

11

 

สิ่งที่ผมสรุปได้ก็คือ13

ในเมื่อหัวใจคุณยังเต้นอยู่ ทำไมคุณไม่ลองทำอะไรไห้ไวกว่าหัวใจบ้าง

14

แทนที่จะใช้เวลาไปกับการคิด

ทำไมไม่ลงมือทำอะไรเสียบ้าง

15

 

ที่คนจน พลาดส่วนใหญ่ก็เพราะ พฤติกรรมนึงที่เหมือน ๆ กันก็คือ16

 

ทั้งชีวิตเขา เลือกที่จะ “ขอคิดดูก่อน”

17

 

นี่คือคำพูดที่ทำให้หลาย ๆ คนฟังแล้วต้องหันกลับมามองดูตัวเองแล้ว คิดเลยว่า จริงไหม?