หากพูดถึงเรื่องการใช้เงินในชีวิตประจำวันแล้ว เรื่องของภาษี ถูกเรียกได้ว่าเป็นเรื่องไกล้ตัวที่หลาย ๆ คนมองข้ามมากที่สุด เนื่องจากยังมีบางอาชีพ ( ที่ยังต้องยอมรับกันตามความจริงว่า ) คอยเลียง หรือมีวิธีการลดการจ่ายค่าภาษี เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด ซึ่งหากมาพูดในแง่ของ มนุษย์ทำงาน หรือผู้ที่ทำงานประจำบ้าง ก็จะเริ่มพบว่่า “ภาษี” เริ่มมามีบทบาทตั้งแต่เริ่มทำงาน

25751311282_8a4ea8b0b5_o

เช่นเมื่อ นาย ก. เริ่มเข้าทำงานที่บริษัท A นับตั้งแต่วันแรก ที่นาย ก. ได้รับค่าจ้าง  เงินค่าจ้างของนายก. ก็จะถูกหักภาษีออกไปโดยอัติโนมัติ ด้วยเหตุนี้ นาย ก. หรือมนุษย์ เงินเดือนปกติคนนึงที่เหมือน ๆ คนอื่น ก็ย่อมหาวิธี ลดหย่อนภาษีด้วยวิธีการต่าง ๆ

ซึ่งในปัจจุบันก็เรียกได้ว่า มีนโยบาย และโปรโมชั่นจากทางภาครัฐ และเอกชนต่าง ๆ ออกมามากมาย ให้สามารถซื้อสินค้าได้ โดยได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ออกมาเป็นช่วงอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งหากมองในแง่หนึ่ง การออกโปรโมชั่นเกี่ยวกับการลดหย่อนค่าภาษีนั้น ก็เป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นให้ มนุษย์เงินเดือน หลาย ๆ คนออกมาใช้จ่ายมากขึ้น โดยอาจจะได้สิทธ์ในการ นำค่าใช้จ่ายนั้นมาเป็นส่วนลดค่าภาษี แต่หากมองในอีกแง่มุมนึง นโยบาย หรือโปรโมชั่น การจับจ่ายโดยนำเรื่องของการ ลดหย่อนภาษีมาเป็นหัวข้อล่อใจนั้น ก็เป็นเรื่องที่ ทุกคนควรตัดสินใจให้ดี ว่ามีความคุ้มค่า หรือไม่

 

โดยสามารถสรุปเป็นข้อ คิด 3 ข้อ ดังนี้ค่ะ

1.ตรวจสอบสิทธ์ตัวเองให้ดีเสียก่อน ว่าต้องเสียภาษีหรือไม่

ในข้อแรกนี้ อยากให้คุณตรวจสอบให้ดีว่า ในแต่ละปีคุณมีค่าใช้จ่ายด้าน “ภาษีรายได้” อยู่เท่าไร? เช่นยกตัวอย่าง โปรโมชั่นช่วงปลายปีที่ออกมา ในหัวข้อช้อปช่วยชาติ “เก็บใบเสร็จมาลดหย่อนดภาษีได้ถึง 15,000บ.” ซึ่งในเรื่องนี้อยากเรียนให้ทราบตามตรงว่ามนุษย์เงินเดือน หลาย ๆ คนเมื่อรวมรายได้ต่อปีแล้ว ภาษีรายได้ยังไม่ถึง 15,000บ. เลยคะ  ยกตัวอย่างเช่น

หากนายก. ทำงานได้เงินเดือน 20,000 ในหนึ่งปี = 20,000×12เดือน = มีรายได้ 240,000 บาท.ต่อปี
จากนั้นให้นำรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่าย 60,000* บาท + หักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท = เงินได้สุทธิ 150,000 บาท
* ค่าใช้จ่ายส่วนตัว  40%  (แต่ไม่เกิน 60,000 บาท)
จากนั้นก็ให้ไปดูเงื่อนไขในการจ่ายภาษีรายปีค่ะ 

ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี

  • รายได้ต่ำกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
  • รายได้สุทธิในช่วง 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
  • รายได้สุทธิในช่วง 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
  • รายได้สุทธิในช่วง 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
  • รายได้สุทธิในช่วง 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
  • รายได้สุทธิในช่วง 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
  • รายได้สุทธิในช่วง 2,000,001 – 4,000,000 บาท เสียภาษี 30%
  • รายได้สุทธิในช่วง 4,000,001 – 20,000,000 บาท เสียภาษี 35%
  • รายได้มากกว่า    20,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 37%

ซึ่งกรณีของ นาย ก.ที่ได้เงินเดือนค่าจ้าง 20,000/เดือนนั้น เรียกได้ว่า “ไม่เข้าเกณฑ์การเสียภาษีเลยค่ะ เพราะมีรายได้สุทธิต่อปีจริง ๆ อยู่ที่ ไม่เกิน 150,000

toon-psom-noเมื่อรู้ดังนี้แล้ว!! สิ่งที่นาย ก. ต้องทำก็คือ การขอภาษีรายได้ที่นายจ้างหักไป ในแต่ละเดือน คืนค่ะ เพราะตาม ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี ที่แสดงบน นาย ก. มีรายได้ไม่เกิน 150,000 ต่อปี  นั่นก็เท่ากับว่า หากมีโปรโมชั่น ช้อป-ช่วย-ชาติ ลดหย่อนได้ 15,000 ออกมาอีกนี่ ก็แปลว่า …. เอามาใช้ไม่ได้เลยค่ะ  ด้วยเหตุนี้   สิ่งที่สำคัญสุดก่อนจะเข้าร่วมโครงการหรือโปรโมชั่นก็ควนศึกษาให้ดีก่อนค่ะ่ ว่าในแต่ละปี มีค่าใช้จ่ายด้านภาษีรายได้เท่าไรกันแน่

 

ข้อ 2 มีสติ อย่าเพิ่งหลงไปกับคำเชื่อที่บอกต่อ ๆ กันใน โปรโมชั่น อย่าพยายามลดหย่อนมากเกินไป

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณรู้อยู่แล้วว่า คุณจัดอยู่ในประเภท ผู้ที่ต้องจ่ายภาษี 10% ต่อปี เฉลี่ยแล้วเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ซึ่งหากพูดตามจริงโปรโมชั่นลดหย่อนภาษีก็มักจะออกมาเป็นช่วง ๆ เท่านั้นเช่น ปลายปี ต้นปี หรือเทศกาลบางเดือน ซึ่งหาก คุณต้องการลดหย่อนเงินภาษีเป็นจำนวน 10,000 บาท นั่นหมายความมว่าในช่วงเดือนนั้นคุณจะต้องซื้อของเป็นจำนวนเงินมากถึง 100,000 บาททีเดียว !!! ….    ซึ่งในข้อนี้อยากให้คุณลองมองความจำเป็นว่า สิ่งที่จะซื้อนั้นจำเป็นหรือไม่ และท้ายสุดคนที่จะได้ประโยชน์ ในการซื้อของครั้งนี้ของคุณ จะเป็นตัวคุณ หรือเป็นร้านค้าในห้างกันแน่?

toon-psom-oh…น่าคิดใช่ไหมคะ?

ข้อ 3 โฟกัสที่ผลตอบแทน

จริงอยู่ที่ ทั้งหลาย ๆ หน่วยงานในภาครัฐและเอกชน ร่วมมือกันออกโปรโมชั่นลดหย่อนภาษีกันมากมาย จนเรียกได้ว่า อันนี้ก็ล่อตา อันโน้นก็ล่อใจ  …นี่ก็มือถือ..ลดได้…. กล้องที่ชอบก็ลดได้… ซื้อรถก็ลดได้…. หรือจะเที่ยววว …ก็ยังลดได้!   ซึ่งในเรื่องการลดหย่อนภาษีนี้ ส้มอยากจะให้ผู้อ่าน โฟกัสหรือให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ผลตอบแทน” มากกว่่าความชอบ หรือความรู้สึกชั่ววูบค่ะ เพราะยกตัวอย่างเช่น หากคุณอยากมีรายได้เพิ่มเป็นช่องทางที่สอง นอกจากงานประจำแล้ว การลงทุนในกองทุนบางอย่างที่สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่น LTF ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจค่ะ ซึ่งในเรื่อง LTF นี้นอกจากจะลดหย่อนภาษีได้แล้ว เผลอ ๆ บางทีหากศึกษาให้ดีคุณก็ยังได้กำไรจากกองทุนเหล่านี้อีกด้วยค่ะ  ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในโครงการลดหย่อนภาษี ก็คือ “ผลตอบแทน” ที่คุณจะได้รับค่ะ เพราะผลตอบแทน เหล่านี้จะหลายเป็น กระแสเงินที่จะช่วยสร้างอนาคตเครดิตการเงินที่ดีของคุณในอนาคตด้วยค่ะ

 

business-money-pink-coins

โดยท้ายนี้หวังว่า เมื่อคุณได้อ่าน 3 ข้อคิดที่ควรทราบก่อน ลดหย่อนภาษี ของทุกอาชีพ!  จะได้รับข้อคิดดี ๆ และเป็นแนวทางในการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับ การสร้างเคตรดิตทางการเงินของคุณนะคะ

 

ปล.มีบางอาชีพเช่นอาชีพแม่ค้า พ่อค้าส่วนใหญ่ อาชีพเหล่านี้ เรียนตามตรงว่าหลาย ๆ ท่านไม่ได้ยื่นภาษีกัน ก็แปลว่า.. จริง ๆ บางเรื่อง นโยบายการ ลดหย่อนภาษีอาจจะไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณก็ได้ค่ะ แต่ด้วยความหว้ังดี หากอาชีพเหล่านี้ ต้องการเงินลงทุนเพื่อสร้างเครดิต ดี ขยายร้าน ขยายสาขา เรื่องการยื่นภาษีรายได้รายปี ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ค่ะในการสร้างเครดิตทางการเงินที่่่ดีค่ะ


สำหรับหลาย ๆ ท่านที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการปลดหนี้ส่วนใหญ่ ปัญหาที่ตามมาจากการปลดหนี้ก็คือมักจะไม่มีเงินออมไว้ ลงทุนหรือ ออมไว้ฉุกเฉินเลย โดยในบทความนี้จะมาพูดถึงการปลดหนี้อย่างไรให้มีเงินออมเหลือเก็บกันค่ะ

wallet-cash-credit-card-pocket

เริ่มแรกเลยอยากให้ลองทำความเข้าใจเกี่ยวกับการ ใช้หนี้ของคนทั่วไปก่อน ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. เป็นหนี้บัตรอยู่ โดยมีภารหนี้บัตรที่ต้องจ่าย มากถึง 60% ของรายได้ประจำจากการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน นาย ก.ก็เลยแบ่ง เงิน 40% เป็นค่ากิน อีก 60% เป็นการใช้นี้ ซึ่งลักษณะการ จัดสรรเงินแบบนี้เราเรียกว่า ได้มา 100% ใช้ไป 100%  หรือคือได้มาเท่าไร ใช้ไปเท่านั้น

ซึ่งโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่หลาย ๆ คนที่มีหนี้ก็มักจะมีพฤติกรรมแบบนี้คล้าย ๆ กันค่ะ จึงทำให้ “หนี้” ที่เกิดมานั้น ใช้เวลายาวนานในการปลดหนี้ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีเงินทุนอื่นมาช่วยโปะหนี้ให้หมด หรือมีช่องทางรายได้ทางอื่น ๆ มาช่วยปลดหนี้ค่ะ

โดยเทคนิกในการปลดหนี้ ให้มีเงินออมนั้นจริง ๆ แล้วเริ่มง่าย ๆ ด้วยพื้ฐานสำคัญ 5 ข้อดังนี้ค่ะ

pexels-photo-40120

1.แยกประเภท หนี้  ระหว่างหนี้ที่เสียเปล่า และหนี้ที่ทำให้เกิดรายได้

สำหรับพื้นฐานข้อแรกนี้อาจจะเรียกว่า หนี้ดี กับหนี้ เสียก็ได้ค่ะ ซึ่งหนี้ดีก็คือ หนี้ที่เป็นแล้วสร้างรายได้ให้กับเรา  ( เช่นการลงทุนซื้อของเพื่อขายต่อในราคาที่สูงขึ้น ) ส่วนหนี้เสียก็คือหนี้ที่เสียเปล่า (เช่นการผ่อนกระเป๋าแบรนด์ ซื้อของหรู ๆ ที่เกินความจำเป็น)

bloggerjob

2.สร้างสภาพคล่องทางการเงินด้วยการ แยกประเภท หนี้ระยะสั้น และหนี้ระยะยาว

ในลำดับถัดมาหลังจากรู้ว่าอะไรเป็นหนี้ดี หนี้เสียตามข้อแรกแล้ว  การแยกประเภทหนี้ระยะสั้น และหนี้ระยะยาวก็สำคัญ  ซึ่งบางคนอยากใช้หนี้ให้หมด ๆ ไปแต่ก็ต้องแลกมากับการทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต หรือเก็บหอมรอมริบจนเกินไป เหนียวจนเกินไป จนสุดท้ายก็ป่วย แบบไม่ตั้งใจ แต่ไม่เงินเงินออมรักษา เพราะสภาพคล่องทางการเงินไม่มี  ด้วยเหตุหนี้ เมื่อคุณเริ่มเข้าใจว่าตอนนี้คุณอยู่ในสถานการณ์ ที่ตึงงงงง  จนเกินไปแล้วละก็  ถ้าหากเราสามาถยืดระยะเวลา หนี้ระยะสั้นให้เป็นหนี้ระยะยาวได้ล่ะก็ จะเป็นอีกทางออกหนึ่งที่จะทำให้คุณเกิดสภาพคล่องทางการเงินได้ ซึ่งในลำดับที่ 2 นี้ให้คุณแยกประเภทหนี้ ระยะสั้น และหนี้ระยะยาวไว้ก่อนนะคะ

person-woman-hotel-laptop-696x371

3.จดบัญชีรายรับรายจ่าย

หลังจากที่แยกประเภทหนี้แล้ว และรู้จักหนี้ตัวเองดีแล้ว ตามข้อ 1 และข้อ 2  ในข้อ 3 นี้ให้คุณลอง list รายการของรายจ่ายที่จำเป็นออกมาจริง ๆ แล้วก็จะพบว่าในแต่ละวันเราเสียเงินเปล่าโดยใช่เหตุไปกับอะไรบ้าง เช่นค่าไอศกรีม แพง ๆ อาหารแพง ๆ  โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อคุณเป็นหนี้แบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามคือ คุณต้องรู้ว่า ในแต่ละวัน คุณสามารถซื้ออะไรได้หรือไม่ได้  จากนั้น เมื่อตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว  ในขั้นตอนที่ 3 คุณก็เริ่มจะเห็นเงินออมที่คุณพอจะมีได้แล้วล่ะค่ะ

TIPs:

  • ถ้าหากคุณต้องการเพิ่มเงินออมในแต่ละเดือนให้มีมากขึ้น แถมปัจจุบันคุณยังมีสภาวะไม่ยืดหยุ่นทางการเงิน (คือจะซื้อะไรก็ไม่ได้)  การเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อเปลี่ยนหนี้ระยะสั้น ให้เป็นหนี้ระยะยาว ก็เป็นอีกทางเลือกนึงค่ะ เพราะสมมติว่า หากปกติคุณมีภาระต้องจ่าย 6,000บ./ด. หมดนี้ใน 5 ปี แต่คุณสามรถยืดเวลาให้เป็น 10ปีและลดภาระที่ต้องจ่ายเป็น 3,000-4,000 ได้นั้น เงินจำนวน 2,000 ในแต่ละเดือนถึงอาจจะดูไม่มาก แต่ เงินจำนวนนี้คุณก็ยังสามารถนำมาลงทุนให้เกิดกำไร หรือเปลี่ยนเป็นเงินออมก็ได้ค่ะ

img_8516

4.ขอคำปรึกษาจากเจ้าหนี้ หรือผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับข้อ 4 นี้ เรียกได้ว่าเป็นทางออกที่คนเป็นหนี้หลาย ๆ คนไม่อยากทำ แต่เชื่อเถอะค่ะ นี่คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะการขอคำปรึกษาจากเจ้าหนี้นั้น  ผู้ให้กู้ก็อยากให้ผู้กู้ มีเงินจ่ายหนี้ตามสัญญาครบ ไม่เป็นหนี้เสีย หรือหนีหนี้แล้วต้องตามให้เสียอารมณ์ ด้วยเหตุนี้ ในสถานการณ์ที่รุมเร้าคุณมาก ๆ จนบางทีคุณอาจจะไม่มีไอเดียดี ๆ ในการจ่ายหนี้ให้ หมดไวที่สุด ทางออกก็คือหาผู้เชี่ยวชาญและรู้ช่องทางการผ่อนผันการ จ่ายหนี้มากที่สุด นั่นก็คือเจ้าหนี้ หรือผู้ให้คำปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ ก็เป็นอีกทางออกนึงที่ดีค่ะ

reading

5.สุดท้ายคือ มองโลกในทัศนะคติเชิงบวก เข้าไว้

ปัญหาของทุกคนที่เป็นหนี้ก็คือ มักมีทัศนะคติเชิงลบกับทุกอย่าง มีบางกรณีมีผู้ต้องการหยิบยื่นความช่วยเหลือแต่ ผู้เป็นหนี้กลับมองว่าเป็นการ พูดจาเย้ยหยันเสียมาก ด้วยเหตุหนี้ หากมีใครมาให้คำแนะนำในการปลดหนี้ ก็พยายามมองโลกในแง่บวกเข้าไว้ ให้คิดแต่แง่ที่เป็นไปได้  ( มีคำถามว่าถ้าหากคิดแล้วเป็นไปไม่ได้ล่ะ – ง่ายมาก หากคุณคิดแล้วเป็นไปไม่ได้ ก็ให้คนที่เสนอความคิดว่าเป็นไปได้ ทำได้ ลองเปิดใจให้เขาช่วยดูสิ ไม่แน่เขาอาจจะมีทางออกที่ดีจนคุณนึกไม่ถึงก็ได้ )

toon-psom-noยังไงก็อยากขอฝากไว้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของการปลดหนี้ก็คือ “พยายามอย่าไปเป็นหนี้เพิ่มอีก” ค่ะ ซึ่งหากมีหนี้อยู่ก็พยายามเรียนรู้ รายรับรายจ่าของตัวเองให้ดี รวมถึงรู้จักหนี้ของตัวเองให้ดี และท้ายสุด หากเป็นไปได้ การออมเงินในขณะที่เป็นหนี้ของคุณควรจะมีเป้าหมายสำคัญ ๆ เช่น ออมไว้เผื่อฉุกเฉิน อุบัติเหตุ ทำนองนี้ หรือหากออกมไว้ลงทุนแบบนี้ ก็จะทำให้คุณมีกำลังใจในการออมและมีวินัย ในการออมและปลดหนี้ที่ดีได้ค่ะ

สุดท้ายนี้อย่าลืมแชร์ บทความเรื่อง “ปลดหนี้อย่างไรให้มีเงินออม” ให้คนที่คุณแคร์ หรือคนที่กำลังมีปัญหาเรื่องหนี้อ่านนะคะ เผื่อเป็นแสงสว่าง และทางออกในการจัดการหนี้ค่ะ  ขอบคุณค่ะ


6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงิน สำหรับคนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจ

การออมเงิน

หากพูดถึงการออมเงิน แล้วล่ะก็ เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็กำลังเก็บออมเงินด้วยเหตุผลต่าง ๆ มากมายโดยที่พบได้มากก็คือ

  1. เพื่อซื้อรางวัลชีวิต เช่น บ้านหรูๆ รถหรูๆ มือถือดีๆ หรือของที่ตอบแทนกิเลสและรสนิยมต่าง ๆ
  2. เพื่อเป้าหมายชีวิต เช่น ออมเพื่อลงทุนในธุรกิจ ออมเพื่อจ่ายรายจ่ายประจำ (เช่นค่าเช่า)

ถึงแม้มีคำกล่าวที่ว่า The best defense is a good offense  ที่มีความหมายว่า “การรับมือที่ดีนั้นคือการวางแผนรุกมาอย่างดี” ในเรื่องการลงทุนเพื่อธุรกิจ หรือซื้อของเพื่อเป็นรางวัลชีวิตใด ๆ ก็ตามสิ่งที่มองข้ามไม่ได้นั่นก็คือลำดับพื้นฐานในการออมเงิน ซึ่งมีความสำคัญมาเป็นอันดับแรก ๆ โดยเมื่อเงินออมมีเพิ่มขี้นมาถึงจุดที่ได้กำหนด เป้าหมายไว้ เงินออม เหล่านี้ก็จะกลายเป็น “แหล่งเงินทุน” ชั้นดี ในการลงทุน ซึ่งเรื่องพวกนี้ Richard Brandson นักธุรกิจเจ้าของ Vergin Group  ได้กล่าวในการสัมภาษณ์ในรายการ TED Talk ไว้เป็นแง่คิดที่ดีว่า

 

“ผมคิดว่าการเริ่มต้นธุรกิจโดยไม่มีเงินทุนหนุนหลัง มันเหมือนคุณกำลังขับรถผิดทาง”

richardbranson-tedtalk

source: https://www.ted.com/talks/richard_branson_s_life_at_30_000_feet

ซึ่งตามสถิติแล้ว ถึงแม้ปัจจุบันจะมีสถาบันการเงิน ให้บริการ บัตรกดเงินสดที่สามารถ หยิบยืมเงินในอนาคตมาใช้ได้ เปิดให้บริการเป็นอย่างมาก แต่การหยิบยืมเงินในอนาคตนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นหนทางหนึ่งที่ เรียกได้ว่า “อาจไม่ฉลาดเลย” ถ้าคุณไม่วางแผนการไว้อย่างดี หรือไม่สามารถกู้หรือหยิบยืมเพื่อมาทำให้เกิดกำไรอย่างมหาศาล ตามแผนที่วางไว้ได้

นั่นเพราะว่าในการนำเงินในอนาคตมาใช้นั้น หากคุณไม่เตรียมการไว้อย่างดีล่ะก็ คุณจะต้องเจอปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ ที่มากขึ้นอยู่เสมอ เช่น กรณีที่ไม่คาดคิด กรณีน้ำท่วมครั้งใหญ่  หรือแย่สุดคืออุบัติเหตุ จนไม่สามารถหารายได้เป็นเวลานาน

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำ ไม การเลือก “ออมเงิน” เป็นวิธีที่ชาญฉลาดของ ผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย  โดยเมื่อออมเงินจนกลายเป็น “ทุน” ที่ได้คำนวนไว้อย่างดีแล้ว จากนั้นจึงค่อยต่อยอดมาเปิดธุรกิจ เล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ขยายตัวเมื่อสาขาแรกประสบความสำเร็จ จากนั้น หากเมื่อต้องการขยายสาขา อย่างรวดเร็ว “แต่ไม่มีทุนเพียงพอ” คุณก็สามารถนำยอดขาย และผลประกอบการมายื่นเพื่อขอกู้กับโครงการ ต่าง ๆ ของสถาบันการเงินและธนาคารชั้นนำต่าง ๆ ( ซึ่งเคล็ดลับก็คือ นอกจากกู้ได้แล้ว คุณยังได้ที่ปรึกษาด้านการเงินเพิ่ม หรืออาจจะได้เข้าร่วมโครงการของธนาคารนั้น ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจของคุณอีกด้วย )

ว่าแต่ว่า…. ก่อนที่จะพาคุณไปยัง เรื่องของ การหาแหล่งเงินทุน ในบทความถัดไป เรามาทำความรู้จักกับ 6 วิธีพื้นฐานง่าย ๆ ทีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงินของคุณกันดีกว่า

วางแผนให้ชัดเจน

1.วางแผนให้ชัดเจน กำหนดเป้าหมายด้วย ตัวเลขและเวลา

การวางเป้าหมายในการออมเงินถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ  ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณต้องการออมเงินเพื่อซื้อบ้าน คุณก็ต้องรู้ว่าราคาบ้านที่จะซื้อราคาเท่าไร   หรือหากคุณต้องกาออมเงินเพื่อธุรกิจ คุณก็ต้องรู้ว่าต้องใช้เงินทุนทำธุรกิจเท่าไร จากนั้นจึงเอาต้นทุนที่ทราบมาเป็นเป้าหมายในการออมเงิน

รอบคอบ

2.ค่อย ๆ  ทำอย่างรอบคอบ

การคิดอย่างรอบคอบนั้นจะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญได้อย่างง่าย แถมยังช่วยสร้างนิสัยเป็นคนที่ทำอะไรใส่ใจอีกด้วย ซึ่งสำหรับในเรื่องการออมเงินหากคุณคิดอย่างรอบคอบ คุณก็จะรู้ดีว่า อะไรควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ เช่นหากในแต่ละวันคุณตั้งเงินใช้จ่ายรายวันไว้ที่ 100 แต่หากคุณสามารถ ใช้เงินอย่างประหยัดล่ะก็ คุณอาจจะเหลือเงินถึง 20-50 บาทก็เป็นได้ และเงินจำนวนนี้ อาจจะเป็น “ผลพลอยได้ในการออม” ที่จะทำให้ “ระยะเวลาในการออมของคุณสั้นลง” หรือนำเงินจำนวนนี้มาซื้อสิ่งที่อยากได้สิ่งอื่น ๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องกระทบเงินออมที่เป็นเป้าหมายหลัก

คิดในด้านบวก ละทิ้งความคิดด้านลบ

3.มีความคิดในด้านบวก ละทิ้งความคิดด้านลบ

ในข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าหากมีเรื่องร้าย ๆ เข้ามาในชีวิตคุณจะทำเป็น ทองไม่รู้ร้อน แต่นั่นหมายความว่า ในสถานการใด ๆ ก็ตามที่เกิดเรื่องแย่ ๆ ขึ้นให้คุณพยายามคิดในแง่ดีเช่น

“หากมีเจ้าหนี้เพื่อนมาทวง ก็ให้มองว่า…เขายังให้โอกาสเราคุยอยู่..และยังไม่อยากตัดมิตรภาพ.. ซึ่งถ้าเขาไม่อยากเป็นมิตร..คงส่งคนมายิงหรือ เลิกคุยไปแล้ว”
“หากทำเงินหาย…ก็มองว่า…ยังโชคดี…ที่ความซวยนี้ไม่ใช่โดนโจรปล้น…..หรืออย่างน้อยคนเก็บก็คงโชคดี..ถือว่าทำบุญ”
“หากรถชนแล้วรถพัง ก็มองว่าอย่างน้อยก็ไม่ตาย รถหาใหม่ได้”

ซึ่งในการคิดในเรื่องบวก เหล่านี้ จะทำให้เมื่อคุณเผชิญกับปัญหาใด ๆ ก็ตามชีวิตคุณจะมีแต่ทางออกอยู่เสมอ รวมถึงทำให้คุณยังสามารถมองเห็นโอกาสในการหาเงิน แบบที่คนอื่นไม่เห็นได้

 

ฝึกสมาธิใช้จ่ายมีเหตุผล

4.ฝึกสมาธิ

อาจจะดูเป็นเรื่องแปลก แต่การฝึกสมาธินั้นช่วยให้ คุณสามารถออมเงินได้ดีขึ้นจริง ๆ เนื่องจากสมาธิจะทำให้คุณไม่วอกแว่ก ต่อเป้าหมายในการออมเงินของคุณได้ง่าย   โดยเคล็ดลับในการฝึกสมาธิก็คือ คุณต้องจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากคุณมีเป้าหมายในการออมเงินอยู่แล้วล่ะก็ พยายามทำเป้าหมายเดิมให้สำเร็จเสียก่อน… ทำไมน่ะหรอ …ก็เนื่องจาก “สมองของมนุษย์นั้นมี สมาธิจำกัด” ซึ่งมีงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นออกมารับรองอย่างต่อเนื่องว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จกับสิ่งที่คุณตั้งใจล่ะก็ คุณต้องมีสมาธิอย่างมากกับสิ่งที่ทำ

ผลัดวันประกันพรุ่ง

5.คิดแล้วทำ งดผลัดวันประกันพรุ่ง

ปัญหาในการออมเงิน ที่พบได้ในหลาย ๆ ท่านก็คือ “ไม่มีวินัย ในการออม” เช่นตั้งเป้าว่าจะเก็บวันละ 100 แต่ก็ทำบ้าง ๆ ไม่ทำบ้างเพราะเห็นว่าเงิน 100 มันน้อยนิด เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ เป็นเดือนๆ เงิน 100 ก็กลายเป็นเงินจำนวนมาก  และเมื่อกลายเป็นเงินจำนวนมากแล้ว หลายคนก็มองว่า “นี่ฉันต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อออมหรือเนี่ย” ..จนในที่สุดก็ล้มเหลวในการออม ด้วยเหตุนี้การ “มีวินัย” จึงเป็นสิ่งสำคัญเสมอ

เป้าหมายการออมเงิน

6.สำคัญที่สุดคือ คำนึงถึงผลลัพธ์ อยู่เสมอ

หากการออมเงินของคุณ มีเป้าหมายอย่างชัดเจนเช่น  จะเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านราคา 1.2ล้านให้ได้ใน 5 ปี ก็ให้คำนึงถึง ผลลัพธ์ก็คือ บ้านที่คุณวาดฝันไว้อยู่เสมอ ๆ ซึ่งการนึกถึงเป้าหมายอยู่เสมอ ๆ นี้จะช่วยให้คุณไม่วอกแว่กต่อกิเลส หรือสิ่งของฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ที่จะมาเบียดเบียนเงินออมของคุณ

6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงินสุดท้ายนี้ หลังจากที่คุณได้อ่าน 6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงิน สำหรับคนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจ แล้วก็หวังว่าการออมเงินของคุณครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จได้อย่างง่ายได้  ซึ่งในประเด็นของ การออมเงินเพื่อการลงทุนนั้น ส้มจะมากล่าวให้ฟังในบทความถัดไปนะคะ ว่าเราสามารถ ออมเงินเพื่อการลงทุน และหาแหล่งเงินทุนเพื่อการลงทุนได้อย่างไร  อย่าลืมกด like กด share เป็นกำลังใจ กันนะคะ ขอบคุณค่ะ


pexels-photo

สำหรับธุรกิจบัตรเครดิต ในประเทศไทยนั้น เรียกได้ว่ามีการเติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความนิยมจากผู้ใช้เป็นอย่างมาก เพราะสามารถเลี่งการถืองนสดจำนวนมาก ๆ ในการซื้อของ อีกทั้งร้านสะดวกซื้อปัจจุบันในหลาย ๆ ที่รวมถึงห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ก็มี บริการชำระเงินผ่านบัตรด้วยกันทั้งนั้น โดยในอนาคตก็มีการคาดว่าอาจะมีบัตรเครดิตชนิดพิเศษมาให้สำหรับอาชีพเฉพาะทางเช่น เกษตรกร บัตรเครดิตน้ำมัน อีกหลากหลายรูปแบบ

โดยในฐานผู้ที่มีประสบการณ์ในวงการธนาคารและ ได้มีโอกาสให้คำปรึกษากับผู้เข้ามาขอคำปรึกษาหลาย ๆ คนก็พบว่าปัญหาหลัก ๆ ที่เรียกได้ว่า ควรจะเป็น เคล็ดลับ หรือกฎเหล็ก 5 ข้อที่จะทำให้ มีเครดิตดี ไม่เป็นหนี้ มีดังนี้ค่ะ

 

1.ไม่ควรมีบัตรเครดิต ไว้เกิน 2 ใบ 

ข้อแรกนี้เรียกได้ว่าอาจจะเป็นพื้นฐานแรก ๆ ที่เป็นข้อสำคัญเลยก็ได้เพราะหลาย ๆ คนเมื่อเริ่มใช้เงินมือเปิปจากวงเงินที่มีมากแล้ว เมื่อเกิดวิกฤติทางการเงิน ก็มักจะใช้วิธี กู้จากบัตร A มาจ่ายหนี้บัตร B แล้วเมื่อถึงเวลาที่ต้องชำระเงินในบัตร A ก็จะกู้จากบัตร B มาจ่ายงวดบัตร A เป็นแบบนี้ เลยทำให้เป็นหนี้ไม่รู้จบ ซึ่งส่วนมาก พบว่ายิ่งมีบัตรเครดิตกับหลายฐานคารมากก็มักจะ ใช้เงินเกินตัวจนต้อง นำเงินในบัตร A B C D มาผลัดกันจ่ายหนี้วุ่นไปหมด

wallet-cash-credit-card-pocket

2.ไปไหนพกไว้แค่บัตรเดียวพอ

บางคนติดนิสัยพกหลาย ๆ บัตร เพราะบางร้านมีโปรโมชั่น ที่รับบัตร ฐนาคาร C เท่านั้น ซึ่งอาจจมีบางท่านคิดว่าน่าจะคุ้มถ้าทำบัตรไว้เสียหน่อย  แต่หารู้ไหมว่า เวลาที่ท่านต้องหัวเสียไปกับการ ดูยอดบิล หรือ ติดต่อกับฐนาคาร รวมถึงจ่ายค่าธรรมเนียมบัตรต่าง ๆ นั้น อาจจะไม่คุ้มเสียเลย ( ยังไม่รวมถึงเวลาทำกระเป๋าตังค์หาย แล้วบัตรหายไปหลายใบ ที่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาไปทำใหม่อีกเท่าไร )  อาจจะเข้ากับสุภาษิตไทยว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ก็ได้ในบางกรณี เพราะฉะนั้นการมีบัตร ของสถาบันการเงินที่ได้รับการยอมรับจากหลาย ๆ ร้านค้า เพียงใบเดียวก็น่าจะเพียงพอกับการใช้งานแล้ว

เลือกทำบัตรที่สามารถใช้กับทุกร้านได้ การมีหลาย ๆ ไปมีแต่จะทำให้เกิดเรื่องวุ่น ๆขึ้น

3.การใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตทุกครั้ง ควรสำรองเงินสดไว้เสมอ

ในข้อนี้เรียกว่าอาจจะต้องฝึกให้เป็นนิสัยก็ว่าได้ เช่น หากวันนี้ใช้เงินซื้อ พัดลมตัวละ 20,000 มา และจ่ายด้วยบัตรเครดิต  ( หรืออาจใช้วงเงินเครดิตร่วมจ่ายแล้ว ) ที่ตัวควรจะมีเงินไว้จ่ายค่าสินค้าพัดลมจริง ๆ อยู่ไว้ในธนาคารอื่น และเมื่อจ่ายด้วยเครดิตแล้ว ก็ให้รีบนำเงินนั้นมาคืนเสีย  นอกจากจะทำให้มีเครดิตที่ดีแล้ว ยังทำให้คุณตระหนักได้อีกว่า  “จริง ๆ แล้วคุณมีเงินเหลือออม เหลือเก็บในบัญชีเท่าไร?”

4.เลี่ยงการยืดระยะเวลาของการชำระเงินของบัตรเครดิตให้ยาวออกไป

เพราะถ้าเมื่อไรที่คุณเริ่มที่จะชำระเงินค่าบัตรเครดิตแบบไม่เต็มจำนวน หรือคืนเพียงขั้นต่ำของเงินที่ต้องชำระแล้วล่ะก็ นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาของคุณทีเดียว

 

บัตรเครดิตมีหลากหลายค่า เลือกใช้เฉพาะที่โอเคที่สุดใช้ได้กับทุกร้านใบเดียวพอ

5.ห้าม กดเงินจากบัตร A เพื่อไปชำระหนี้บัตร B โดยเด็ดขาด

อันนี้เรียกว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะในการเบิกเงินสดแต่ละครั้ง อย่าลืมว่า “ค่าดอกเบี้ย” นั้นบางสถาบันคิดอยู่ที่ ร้อยละ 20 ทีเดียว ซึ่งนั่นหมายความว่าการกระทำแบบนี้มีโอกาสสูงมาก ที่จะทำให้คุณเป็นหนี้หัวโตได้ในเร็ววันทีเดียว เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณมีปัญหาเรื่องการชำระหนี้บัตรไม่ทันอยู่ล่ะก็ ขอแนะนำให้หาวิธีอื่น หรือหาหนทางเจรจาเพื่อชำระหนี้ดีกว่า หรือาจจะยืมคนรู้จัก ที่พอทำได้เพื่อที่จะเลี่ยงการเสียดอกเบี้ย แล้วจากนั้นก็รีบจ่ายเงินคืนให้เร็วที่สุด เพราะเมื่อคุณเริ่มเป็นหนี้บัตรเครดิต นั่นแสดงว่าสถานะการเงินของคุณกำลังเข้าขั้นวิกฤติแล้ว

 

เครดิตดีไม่มีหนี้เครดิต มีเงินเก็บเยอะ

            สำหรับ 5 ข้อที่กล่าวมานี้ก็เป็นเพียงวิธีการง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณสามารถใช้บัตรเครดิตได้อย่างสบายใจไม่มีหนี้ รวมถึงหากถ้าคุณ รู้จักชำระเงินบริหารเงินให้ตรงเวลาชำระหนี้แล้ว  ในบางสถาบันการเงินก็ยังเพิ่มยอดวงเงิน หรือเลื่อนระดับบัตรให้คุณเป็น ผู้ใช้ในระดับพิเศษ แบบลูกค้าคนพิเศษอีกด้วย  แบบนี้ก็เรียกได้ว่า เป็นการสร้างเครดิตที่ดี อีกทางนึงทีเดียวค่ะ  เพราะกรณีนี้หากถ้าคุณต้องการใช้เงินเพื่อกู้ลงทุนอะไรแล้ว ก็สามารถทำได้งายเพราะ เมื่อธนาคารพิจารณา ก็จะพิจารณาปล่อยกู้หรืออนุมัติให้คุณได้โดยง่ายค่ะ

 

 


 

เมื่อพูดถึงปัญ หาเงินไม่พอใช้หลาย ๆ คนก็จะเริ่มพูดถึงสิ่งที่ตระหนักได้สำคัญ ๆ นั่นคือการ “ออมเงิน” ซึ่งการออมนั้นบางคนก็ออมไว้อย่างมีเป้าหมาย เช่น ซื้อสิ่งที่อยากได้ , ปลดหนี้ หรือบางคนก็ออมไว้เพื่อจะได้มีเงินเก็บไว้เที่ยวบ้าง หรือบางคนก็พยายามออมเงินให้ได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อพยายาม สร้างเครดิตดี กับธนาคารหรือสถาบันการเงินอยู่  เรียกได้ว่า หลายคนก็ต่างเป้าหมายในการออมเงินกันไป อาจจะด้วยความคิด หรือแล้วแต่ งานอดิเรก แต่หลาย ๆ คนกลับไม่ประสบความสำเร็จในการออมเงิน เพียงเพราะว่า เขาอาจจะพลาดเทคนิกการออมเงิน ที่หลาย ๆ คนเคยนำไปใช้แล้วพิสูจน์กันแล้วว่า ได้ผลจริงมาใช้กัน  โดยในวันนี้เราจะมาเรียนรู้กันค่ะว่า เทคนิกการออมเงิน 10 ข้อนั้นมีอะไรบ้าง

coins-currency-investment-insurance-128867

1.ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

ถึงจะหลาย ๆ คนจะมรองว่ามันเป็นเรื่องง่าย และไร้สาระ แต่ทว่าหลาย ๆ คนที่พลาดท่าในการเก็บเงิน หรือออมเงินนั่นก็เพราะว่าส่วนใหญ่ ไม่ได้ทำบัญชีรายรับรายจ่าย จึงทำให้ ไม่รู้ว่าในแต่ละวันมีค่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง และอะไรที่ควรจ่าย อะไรที่ไม่ควร  แถมบัญชีรายรับรายจ่ายนี้ ยังช่วยให้เราสามารถวางแผนการ ใช้เงินในแต่ละวันได้อย่างดีทีเดียวค่ะ

 

2.หักเศษเงินเดือน

นี่เป็นอีกวิธีที่เรียกได้ว่า ยอดนิยมเพราะว่า สำหรับผู้ที่เริ่มต้นออมใหม่ ๆ วินัยอาจจะยังมีไม่มากนัก ก็ใช้วิธี เอาเศษของเงินเดือนเนี่ย เช่นได้เงินเดือน 14500 ก็เอาเศษ 500 ไปฝากในอีกบัญชี ที่ไม่มี ATM แล้วตั้งเป็นรายการโอนประจำทุกเดือนไปยังบัญชี นี้อัตโนมัติ  ซึ่งวิธีนี้รับรองได้ว่า  พอมาดูอีกทีคุณก็มีเงินออมในอีกบัญชีอย่างเหลือเฟือ

ใน 1 วันนั้น โอกาสที่คนเราจะได้แบงค์ 50 นั่นค่อนข้างยากกว่าแบงก์อื่น ๆ โดยหากได้แบงก์ 50 มาเมื่อไรก็อย่างไปใช้แล้วกัน ซื่งเทกนิกนี้อาจนำไปใช้ร่วมกับเหรียญ 10 ได้ก็ยิ่งดีเลย เพราะนั่นจะทำให้คุณสามารถออมเงิน และสร้างวินัย ให้กับตัวเองได้ง่าย และเร็วขึ้น

 

3.งดใช้แบงค์ 50 เหรียญ 10

วิธีการนี้อาจจะดูแปลกเสียหน่อย แต่สำหรับใน 1 วันนั้น โอกาสที่คนเราจะได้แบงค์ 50 นั่นค่อนข้างยากกว่าแบงก์อื่น ๆ โดยหากได้แบงก์ 50 มาเมื่อไรก็อย่างไปใช้แล้วกัน ซื่งเทกนิกนี้อาจนำไปใช้ร่วมกับเหรียญ 10 ได้ก็ยิ่งดีเลย เพราะนั่นจะทำให้คุณสามารถออมเงิน และสร้างวินัย ให้กับตัวเองได้ง่าย และเร็วขึ้น

 

4.ออมแบบ ใช้เงินเพียงครึ่งนึง

วิธีการนี้ก็นับว่าเป็นอีกวิธีการที่ยอดฮิตอีกวิธีนึงซึ่งหาก คุณได้ ออมวิธีนี้แล้วล่ะก็ ไม่แน่คุณอาจจะได้เป้นนักออมตัวยงเลยก็ได้ เพราะการ ใช้เงินเพียงครึ่งนึงนั้นหมายถึง การที่ คุณ มีเงินแบงก์ 100 จะไปซึ้ออาหาร ก็ให้นึก เสียว่า  แบงก์ 100 นี้มูลค่าที่เราใช้ได้มีเพียง ครี่งนึงหรือ 50 บาทเท่านั้น โดยอีกส่วนที่เหลือ ก็ต้องนำไปใช้จ่าย โดยการฝากเข้าธนาคารที่ไม่มี ATM เบิกง่าย

เก็บเงินฝาก ไว้ในธนาคาร ที่ไม่มี ATM

 

5.เก็บเงินฝาก ไว้ในธนาคาร ที่ไม่มี ATM

วิธีการนี้คงจะเรียกได้ว่ายอดนิยมสุด ๆ เพราะน่าจะมาจาก พื้ฐานของคนเรา อะไรที่จับต้องง่าย ๆ เช่นบัตรเงินสด รูปรื้ด…ดๆ หรือแม้แต่ ATM ที่ก็เบิกเงินเมือ่ไรที่ไหนก็ได้… ก็จะใช้มันอย่างสุรุ่ยสุร่าย โดยไม่สังเกตุ เช่นเงินเดือนเป็นต้น พอออกมาเป็นก้อน ใหญ่ ๆ หลาย ๆคนก็จะเร่งเอาเงินที่มีอยู่ในบัญชีใช้ไปจนหมดโดยแทบไม่รู้ตัว จนมารู้อีกทีกลางเดือนก็ต้องกินมาม่าเสียแล้ว … โดยวิธีการเอาเงินไปฝากกับธนาคารที่ไม่มี ATM นั้นจะช่วยให้เราจับต้องเงินของเราได้ยาก และสิ่งที่เกิดถัดมาก็คือ …  เมื่อมันเบิกเงินยาก จับต้องยาก …ก็ลดการซื้อ สิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปได้มา

 

สำหรับ 5 ข้อที่ยกมาในวันนี้ส้มและทีมงาน หวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งท่ำทให้ผู้ผ่าน ประสบความสำเร็จในการออมเงิน รวมถึงท่านที่ต้องการ สร้างเครดิต ที่ดีกับธนาคาร ก็หวังว่าเมื่อได้นำวิธีการเหล่านี้ไปใช้แล้วจะเกิดปรโยชน์ไม่มากก็น้อย ซึ่งท้ายสุดอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการ ประสบความสำหรับ ในเป้าหมายของท่านผู้อ่านก็ยังดี  โดยหากผู้อ่านต้องการเสนอแนะหรือ ขอบทความใดเป็นพิเศษสามารถ คุยหรือขอเข้ามาได้ค่ะ แล้วพบกันบทความหน้าค่ะ

 

 


ไม่ว่ายุคไหน ทุกคนต่างก็อยากมีเงินเก็บเยอะ ๆ จริงใหมคะ?  ถ้าอยากรู้ว่าที่ประสบความสำเร็จมีหรือคนรวยนั้น เขามีวิธีเก็บเงินกันยังไงถึงรวยมหาศาลได้ละก็ อย่าพลาดอ่านเชียว! เพราะวันนนี้ทีมงานสืบเสาะและรวมเคล็ดลับวิธีอันฉลาดใการออมเงินในชีวิตประจำวันมาแล้ว เพื่อที่คุณจะได้รู้จักวิธีออมเงินอย่างที่มหาเศรษฐีเขาทำกัน!!

1.ใส่ใจและรอบคอบ ในค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ

02ปกติแล้วคนเรามักจะใส่ใจใสรายละเอียดเฉพาะปัญหาเงินก้อนใหญ่เท่านั้น หรือการซื้อขายที่เห็นเม็ดเงินจำนวนมาก ๆ แต่ที่พลาดกันส่วนใหญ่ก็คือ ค่าใช้จ่ายที่ดูแล้วเล็กน้อย แต่พอดูจริง ๆ แล้วเจ้าค่าใช้จ่ายที่เล็กน้อยนี่แหละที่พอกพูนเป็นเงินมหาศาลได้ จนเป็นปัญหาของหลาย ๆ คนที่เห็นกันได้อยู่ร่ำไป

Suze Orman ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเงินส่วนบุคคล ได้เคยกล่าวไว้ว่า “จงตัดค่าใช้จ่ายจุกจิกที่ไม่จำเป็นออกไป เพราะเงินเหล่านั้นสามารถกลายเป็นเงินออมที่มีจำนวนมากได้”

 

 

2.จงคิดก่อนจ่าย

06

บางครั้งเราก็ใช้จ่ายไปกับ สิ่งที่เราเกิดอารมณ์ถูกใจชั่วขณะ แต่ในท้ายสุดคุณก็เพิ่งจะมาพบว่า เงินที่หามาได้ส่วนมากมักหมดไปกับเรื่องแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้อยากให้นึกถึงความสุขในอนาคตมากว่า ความสุขแค่ชั่วคราวในปัจจุบันจะดีสุด

“เวลาหนุ่มสาวคุณอาจจะไม่มีเงินเก็บก็ไม่แปลก แต่คุณจำเป็นที่จะต้องมีเงินเก็บในเวลาที่คุณแก่ตัวลง” – TENNESSEE WILLIAMS

3.อย่าใช้จ่ายเพื่อทำให้ผู้อื่นประทับใจ ในสิ่งของที่เปล่าประโยชน์

033

ถึงเแม้ว่า เป็นเรื่องปกติทางสังคมที่เราจำเป็นต้องซื้อ หรือมอบสิ่งของดี ๆ ให้กับคนอื่นหรือคนที่เราชื่นชมและให้เกียรติบ้าง ไม่ว่าจะเป็น คนสนิท ญาติ หรือแม้กระทั้งคนร่วมงาน แต่เรื่องราวแบบนี้ก็ควรมีแต่ความพอดี  โดยคุณต้องรู้จักซื้อแต่สิ่งของที่จำเป็นกับตัวคุณเท่านั้นจริง ๆ สำหรับสถาณการณ์นั้น ไม่ใช่ซื้อเพื่อให้ใครชื่นชม ไม่เช่นนั้นแล้วค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็จะไม่มีวันสิ้นสุดเสียที

“เลิกซื้อของที่คุณไม่ได้ต้องการสักนิด เพียงเพื่ออยากให้คนที่คุณไม่ชอบได้เห็น” – SUZE ORMAN

4.หัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย

04

หลาย ๆ คน ที่พบบ่อยในการปลดหนี้คือ ทุกคนแทบจะไม่ได้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายเลย ซึ่งนั้นเป็นสาเหตุของปัญหาเงินเก็บที่ไม่มีเหลือเลยสักครั้ง ซึ่งหากคุณไม่ได้วางแผนงบประมาณต่าง ๆ ไว้ก่อนละก็ว่าส่วนไหนคือรายจ่ายและรายรับของคุณนี่จะกลายเป็นปัญหาที่ทำให้คุณไม่มีเงินเหลือเก็บเลย ซึ่งแน่นอน คนรวยทุกคนจะรู้เสมอว่ารายได้ของเขามาจากแหล่งใดบ้าง ที่เป็นรายได้ประจำรวมถึง ไม่ประจำ รวมถึง รู้ว่า เงินเหล่านั้นถูกใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง และด้วยเหตุผลง่าย ๆ แค่นี้จึงทำให้คนรวยทุกคนไม่เจอสภาพที่เป็นหนี้สักครั้ง

“จงใช้บัญชีที่คุณทำบอกคุณว่าเงินของคุณได้ถูกใช้ไปกับอะไร แทนที่จะมามัวสงสัยว่าเงินคุณนั้นหายไปไหน” – JOHN C. MAXWELL นักเขียน

5.จงทำงานให้หนัก

 

05

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าคนรวยมักมีชีวิตที่สุขสบาย เซลฟี่สนุกสนานไปวัน ๆ แต่ที่ไหนได้ ความเป็นจริง เขาเหล่านั้นมักจะหมกตัวกับการทำงานมากกว่าคนท่วไปอยู่เสมอ อย่างน้อยก็เท่าที่วัยและสังขารเขาจะอำนวย เพราะฉะนั้นคุณควรจะทำหาวิธีเพิ่มรายได้ของคุณ และอย่าลืมว่า ควรจะหาเงินเข้ากระเป๋าให้เพิ่มมากขึ้นทุกวันเป็นขั้นบันได

“ฉันชอบทำธุรกิจ และมักจะเก็บมากกว่าใช้จ่าย ฉันทำการลงทุนและวางแผนเพื่ออนาคต ฉันมักจะไม่พลาดถึงการมองเห็นโอกาสที่ดี และฉันก็ทำงานหนักเกินกว่าที่ใครๆ จะคาดคิดด้วย” –  SOFIA VERGARA นักแสดง

6.ออมเงินจากรายได้ไว้เป็น สัดส่วน 

ส่วนใหญ่คนจนมักจะคิดว่า คนรวยนี้ดีเพราะจะเอาเงินใช้อะไรก็ได้ แต่ที่จริงแล้ว พวกเขามีการแบ่งเงินอย่างเป็นสัดส่วน เช่นส่วนหนึ่งเพื่อการใช้จ่ายกิน ส่วนสอง เพื่อปณิธาน เช่นของที่อยากได้ หรือเพื่อบริจาค ส่วนที่สามก็เพื่อเงินออมส่วนตัวและ แผนชีวิตที่ดีในอนาคต และการลงทุน

“ควรเก็บเงินเป็นหนึ่งในสามจากรายได้ นำไปใช้จ่ายเพียงหนึ่งในสาม และเผื่อแผ่ให้ผู้อื่นอีกส่วนหนึ่ง”

ANGELINA JOLIE นักแสดง

 

7.พอใจในการจับจ่ายราคาประหยัด และรู้จักต่อรองราคา

pexels-photo-5คนรวยทุกคนที่เป็นเหมือนกันคือ รู้จักต่อรองราคา เพื่อหาราคาที่สมเหตุผลสุด แล้วจับจ่ายมันอย่างประหยัด  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะต้องหาสินค้าที่ถูกสุด เพราะนั้นย่อมไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปในการหาอย่างแน่นอน

“ทำไมคุณจะต้องยอมจ่ายมากกว่าเพื่อสิ่งเดียวกัน โดยที่คนอื่นๆจ่ายได้น้อยกว่าด้วยล่ะ?” – SARAH MICHELLE GELLAR นักแสดง

 

 

8.จงนำเงินออมมาลงทุนอย่างชาญฉลาด

01

บางทีคนเราก็ออมเงินจนลืมนึกไปว่า เงินเหล่านั้นสามารถนำมาลงทุนเพื่อต่อยอด เพิ่มเงินออมตัวเองให้ทวีคุณเป็นเงินจำนวนมากได้เช่นบางคนเอาเงินออมไปซื้อเป็น อสังหารมทรัพย์ ซื้อที่ดิน เพื่อปล่อยเช่า และกินส่วนต่างกรณี ปล่อยขาย ซึ่งหากคุณเลือกนำเงินออมมาลงทุนอย่างถูกวิธีล่ะก็จะเห็นได้ว่า ผลลัพธ์ของมันน่าทึ่งทีเดียว

“เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มชินกับการออมเงิน คุณจะค้นพบว่าการออมเงิน มันมีความสุขมากกว่าการใช้จ่ายไปอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง” – P. T. Barnum นักการเมือง

 

 

9.ลองฝึกซ้อมใช้สูตรสำเร็จของเหล่าเศรษฐีเงินล้าน

07

Flickr|Mark Mathosian

ปกติแล้วคนยุคหลัง ๆ อย่างเรามีข้อดีคือมีเศรษฐีหลาย ๆ คน ยอมออกมาเปิดเผยกลเม็ดวิธีการออมเงินอยู่มากมาก ซึ่งพฤติกรรมที่หลาย ๆ คนมีคล้ายกันก็คือ ทุกคน เริ่มต้นจากการทำบัญชีออมเงินให้เป็นก่อน จากนั้น เมื่อนำรายได้มาออมแบ่งเงินเป็นส่วนแล้ว จึงนำเงินค่า ใช้จ่ายที่จัดสรรไว้มาใช้จ่าย

 

“จงอย่าออมหลังจากใช้จ่าย แต่จงใช้จ่ายหลังจากออมเรียบร้อย” – WARREN BUFFET นักลงทุน

10.จงอุดรอยรั่ว

ในชีวิตประจำวันของเรา บ่อยครั้งเราก็เจอกับค่าธรรมเนียม หลาย ๆ แบบที่คอยดูดเงินจากกระเป๋าสตางค์ของเราออกไปโดยไม่รู้ตัว แม้บางครั้งมันเป็นจำนวนเงินที่ไม่มาก แต่ทว่า เมื่อนับ ๆ รวมกันต่อปีเงินนั้น ก็หมดไปเป็นแสนได้เหมือนกัน  เช่นในวงจรธุรกิจก็จะมี เทคนิคการนำแผน คุณภาพเพื่ออุดรอยรั่วให้เป็นศูนย์คือ วงจร PDCA หรือ KAIZEN และอีกหลาย ๆ แบบที่เป็นวิธีการอุดรอยรั่วในการดำเนินงานและ ใช้ทุกเวลา ทุกบาทให้คุ้มค่าที่สุด

“จงระมัดระวังค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เพราะรอยรั่วเล็กๆ เพียงรอยเดียว สามารถจมเรือใหญ่ทั้งลำได้” – BENJAMIN FRANKLIN นักวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักปรัชญา ฯลฯ