หากพูดถึงเรื่องการใช้เงินในชีวิตประจำวันแล้ว เรื่องของภาษี ถูกเรียกได้ว่าเป็นเรื่องไกล้ตัวที่หลาย ๆ คนมองข้ามมากที่สุด เนื่องจากยังมีบางอาชีพ ( ที่ยังต้องยอมรับกันตามความจริงว่า ) คอยเลียง หรือมีวิธีการลดการจ่ายค่าภาษี เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด ซึ่งหากมาพูดในแง่ของ มนุษย์ทำงาน หรือผู้ที่ทำงานประจำบ้าง ก็จะเริ่มพบว่่า “ภาษี” เริ่มมามีบทบาทตั้งแต่เริ่มทำงาน

25751311282_8a4ea8b0b5_o

เช่นเมื่อ นาย ก. เริ่มเข้าทำงานที่บริษัท A นับตั้งแต่วันแรก ที่นาย ก. ได้รับค่าจ้าง  เงินค่าจ้างของนายก. ก็จะถูกหักภาษีออกไปโดยอัติโนมัติ ด้วยเหตุนี้ นาย ก. หรือมนุษย์ เงินเดือนปกติคนนึงที่เหมือน ๆ คนอื่น ก็ย่อมหาวิธี ลดหย่อนภาษีด้วยวิธีการต่าง ๆ

ซึ่งในปัจจุบันก็เรียกได้ว่า มีนโยบาย และโปรโมชั่นจากทางภาครัฐ และเอกชนต่าง ๆ ออกมามากมาย ให้สามารถซื้อสินค้าได้ โดยได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ออกมาเป็นช่วงอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งหากมองในแง่หนึ่ง การออกโปรโมชั่นเกี่ยวกับการลดหย่อนค่าภาษีนั้น ก็เป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นให้ มนุษย์เงินเดือน หลาย ๆ คนออกมาใช้จ่ายมากขึ้น โดยอาจจะได้สิทธ์ในการ นำค่าใช้จ่ายนั้นมาเป็นส่วนลดค่าภาษี แต่หากมองในอีกแง่มุมนึง นโยบาย หรือโปรโมชั่น การจับจ่ายโดยนำเรื่องของการ ลดหย่อนภาษีมาเป็นหัวข้อล่อใจนั้น ก็เป็นเรื่องที่ ทุกคนควรตัดสินใจให้ดี ว่ามีความคุ้มค่า หรือไม่

 

โดยสามารถสรุปเป็นข้อ คิด 3 ข้อ ดังนี้ค่ะ

1.ตรวจสอบสิทธ์ตัวเองให้ดีเสียก่อน ว่าต้องเสียภาษีหรือไม่

ในข้อแรกนี้ อยากให้คุณตรวจสอบให้ดีว่า ในแต่ละปีคุณมีค่าใช้จ่ายด้าน “ภาษีรายได้” อยู่เท่าไร? เช่นยกตัวอย่าง โปรโมชั่นช่วงปลายปีที่ออกมา ในหัวข้อช้อปช่วยชาติ “เก็บใบเสร็จมาลดหย่อนดภาษีได้ถึง 15,000บ.” ซึ่งในเรื่องนี้อยากเรียนให้ทราบตามตรงว่ามนุษย์เงินเดือน หลาย ๆ คนเมื่อรวมรายได้ต่อปีแล้ว ภาษีรายได้ยังไม่ถึง 15,000บ. เลยคะ  ยกตัวอย่างเช่น

หากนายก. ทำงานได้เงินเดือน 20,000 ในหนึ่งปี = 20,000×12เดือน = มีรายได้ 240,000 บาท.ต่อปี
จากนั้นให้นำรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่าย 60,000* บาท + หักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท = เงินได้สุทธิ 150,000 บาท
* ค่าใช้จ่ายส่วนตัว  40%  (แต่ไม่เกิน 60,000 บาท)
จากนั้นก็ให้ไปดูเงื่อนไขในการจ่ายภาษีรายปีค่ะ 

ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี

  • รายได้ต่ำกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
  • รายได้สุทธิในช่วง 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
  • รายได้สุทธิในช่วง 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
  • รายได้สุทธิในช่วง 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
  • รายได้สุทธิในช่วง 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
  • รายได้สุทธิในช่วง 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
  • รายได้สุทธิในช่วง 2,000,001 – 4,000,000 บาท เสียภาษี 30%
  • รายได้สุทธิในช่วง 4,000,001 – 20,000,000 บาท เสียภาษี 35%
  • รายได้มากกว่า    20,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 37%

ซึ่งกรณีของ นาย ก.ที่ได้เงินเดือนค่าจ้าง 20,000/เดือนนั้น เรียกได้ว่า “ไม่เข้าเกณฑ์การเสียภาษีเลยค่ะ เพราะมีรายได้สุทธิต่อปีจริง ๆ อยู่ที่ ไม่เกิน 150,000

toon-psom-noเมื่อรู้ดังนี้แล้ว!! สิ่งที่นาย ก. ต้องทำก็คือ การขอภาษีรายได้ที่นายจ้างหักไป ในแต่ละเดือน คืนค่ะ เพราะตาม ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี ที่แสดงบน นาย ก. มีรายได้ไม่เกิน 150,000 ต่อปี  นั่นก็เท่ากับว่า หากมีโปรโมชั่น ช้อป-ช่วย-ชาติ ลดหย่อนได้ 15,000 ออกมาอีกนี่ ก็แปลว่า …. เอามาใช้ไม่ได้เลยค่ะ  ด้วยเหตุนี้   สิ่งที่สำคัญสุดก่อนจะเข้าร่วมโครงการหรือโปรโมชั่นก็ควนศึกษาให้ดีก่อนค่ะ่ ว่าในแต่ละปี มีค่าใช้จ่ายด้านภาษีรายได้เท่าไรกันแน่

 

ข้อ 2 มีสติ อย่าเพิ่งหลงไปกับคำเชื่อที่บอกต่อ ๆ กันใน โปรโมชั่น อย่าพยายามลดหย่อนมากเกินไป

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณรู้อยู่แล้วว่า คุณจัดอยู่ในประเภท ผู้ที่ต้องจ่ายภาษี 10% ต่อปี เฉลี่ยแล้วเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ซึ่งหากพูดตามจริงโปรโมชั่นลดหย่อนภาษีก็มักจะออกมาเป็นช่วง ๆ เท่านั้นเช่น ปลายปี ต้นปี หรือเทศกาลบางเดือน ซึ่งหาก คุณต้องการลดหย่อนเงินภาษีเป็นจำนวน 10,000 บาท นั่นหมายความมว่าในช่วงเดือนนั้นคุณจะต้องซื้อของเป็นจำนวนเงินมากถึง 100,000 บาททีเดียว !!! ….    ซึ่งในข้อนี้อยากให้คุณลองมองความจำเป็นว่า สิ่งที่จะซื้อนั้นจำเป็นหรือไม่ และท้ายสุดคนที่จะได้ประโยชน์ ในการซื้อของครั้งนี้ของคุณ จะเป็นตัวคุณ หรือเป็นร้านค้าในห้างกันแน่?

toon-psom-oh…น่าคิดใช่ไหมคะ?

ข้อ 3 โฟกัสที่ผลตอบแทน

จริงอยู่ที่ ทั้งหลาย ๆ หน่วยงานในภาครัฐและเอกชน ร่วมมือกันออกโปรโมชั่นลดหย่อนภาษีกันมากมาย จนเรียกได้ว่า อันนี้ก็ล่อตา อันโน้นก็ล่อใจ  …นี่ก็มือถือ..ลดได้…. กล้องที่ชอบก็ลดได้… ซื้อรถก็ลดได้…. หรือจะเที่ยววว …ก็ยังลดได้!   ซึ่งในเรื่องการลดหย่อนภาษีนี้ ส้มอยากจะให้ผู้อ่าน โฟกัสหรือให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ผลตอบแทน” มากกว่่าความชอบ หรือความรู้สึกชั่ววูบค่ะ เพราะยกตัวอย่างเช่น หากคุณอยากมีรายได้เพิ่มเป็นช่องทางที่สอง นอกจากงานประจำแล้ว การลงทุนในกองทุนบางอย่างที่สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่น LTF ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจค่ะ ซึ่งในเรื่อง LTF นี้นอกจากจะลดหย่อนภาษีได้แล้ว เผลอ ๆ บางทีหากศึกษาให้ดีคุณก็ยังได้กำไรจากกองทุนเหล่านี้อีกด้วยค่ะ  ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในโครงการลดหย่อนภาษี ก็คือ “ผลตอบแทน” ที่คุณจะได้รับค่ะ เพราะผลตอบแทน เหล่านี้จะหลายเป็น กระแสเงินที่จะช่วยสร้างอนาคตเครดิตการเงินที่ดีของคุณในอนาคตด้วยค่ะ

 

business-money-pink-coins

โดยท้ายนี้หวังว่า เมื่อคุณได้อ่าน 3 ข้อคิดที่ควรทราบก่อน ลดหย่อนภาษี ของทุกอาชีพ!  จะได้รับข้อคิดดี ๆ และเป็นแนวทางในการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับ การสร้างเคตรดิตทางการเงินของคุณนะคะ

 

ปล.มีบางอาชีพเช่นอาชีพแม่ค้า พ่อค้าส่วนใหญ่ อาชีพเหล่านี้ เรียนตามตรงว่าหลาย ๆ ท่านไม่ได้ยื่นภาษีกัน ก็แปลว่า.. จริง ๆ บางเรื่อง นโยบายการ ลดหย่อนภาษีอาจจะไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณก็ได้ค่ะ แต่ด้วยความหว้ังดี หากอาชีพเหล่านี้ ต้องการเงินลงทุนเพื่อสร้างเครดิต ดี ขยายร้าน ขยายสาขา เรื่องการยื่นภาษีรายได้รายปี ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ค่ะในการสร้างเครดิตทางการเงินที่่่ดีค่ะ


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุริกิจนึงที่เรียกได้ว่าน่าจับตามอง และยังสวนกระแสเศรษฐกิจ อยู่เสมอนั่นก็คือ อสังหาริมทรัพย์ เพราะ บ้าน และที่อยู่อาศัยนั้น เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานของ ชีวิต ที่คนเรานั้นต้องการอยูเสมอ

pexels-photo-321177

โดยในเรื่องของที่อยู่อาศัยันั้น สิ่งนี้เป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตที่หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นกันในคำว่า “ปัจจัย4” ตามหลักพระพุทธศาสนานะคะ ที่ว่าด้วยความจำเป็น พื้นฐานของชีวิตทั้ง 4 อย่างได้แก่

  1. อาหาร
  2. ที่อยู่อาศัย
  3. เครื่องนุ่งห่ม
  4. ยารักษาโรค

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เรื่องของที่อยู่อาศัยนั้น เป็นเรื่องสำคัญอันดับ  2 เลยทีเดียว เพราะว่าหากพูดถึงสมัยพุทธกาลหรือสมัยก่อนนั้น หากบ้านไหนมีการกินอยู่ดี อาหารเยอะ บ้านนั้นก็จะมีที่อยู่อาศัย ดีซึ่่ง การมี่ที่อยู่อาศัยดีนั้น ย่อมบ่งบอกถึง “ฐานะ” และการรมีตัวตนทางสังคมไปในตัวค่ะ

 

สำหรับในแง่ของการลงทุนนั้น การลงทุนด้านอสังหา ก็นับเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดอีกหนทางนึง เพราะเรามักจะเข้าใจกันได้ง่าย ๆ เลยว่า หากเราซื้อในทำเลดี ราคาย่อมเพิ่มขึ้นทวีคูณ ( ดูไอเดียการเลือกอสังหาของ โดนัลทรัมป์ เศรษฐีอสังหา อันดับโลกได้ที่นี่ )  ซึ่งในบทความนี้จะมาแนะนำ 8 ไอเดียเจ๋ง สร้างรายได้ง่าย ๆ จากอสังหาฯ กันค่ะ

pexels-photo

1.การลงทุนในอสังหาฯ แบบปล่อยเช่ารายเดือน

อันนี้เรียกได้ว่า เป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมที่สุดค่ะ สำหรับผู้มีทุนอยู่แล้ว การ “เลือกลงทุนในทำเลดี+มีกลุ่มผู้เช่าดี” ก็เหมือนกับการนำเงินสดแปรสภาพเป็นสินทรัพย์ ซึ่งสินทรัพย์ตัวนี้ ให้ดอกเบี้ยดีกว่าธนาคารหลายเท่าตัวค่ะ แถมการดูแลก็ไม่ยากอาจจะแค่เดือนละครั้ง แต่ะสำหรับผู้ที่มีทุนน้อยแต่อยากลงทุนซื้ออสังหา เช่นคอนโด หรือบ้าน ปล่อยเช่านั้น ส้มก็มีทริคคือ ให้คุณให้ความสำคัญกับ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนให้ดี และดูโอกาสในการปล่อยเช่า ซึ่งในเรื่องนี้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ คุณต้องมีรายได้ช่องทางที่ 2 มาจ่ายค่าผ่อน และมีรายได้จากช่องทางหลัก ( อาจจะมากจากเงินเดือนประจำ ) มาช่วยโปะ แบบนี้  นอกจากคุณจะจัดการปัญหาเรื่องหนี้ให้หมดเร็วแล้ว ยังเป็นการสร้างเครดิตที่ดี แถมอาจจะยังมีเงินที่ได้จากการปล่อยเช่า เป็นช่องทางที่ 3 ในการลงทุนปล่อยเช่าที่ต่อไปด้วยค่ะ

 

iceland-hotel-bedroom-hostel

2. การลงทุนอสังหาฯ แบบ ปล่อยเช่ารายวัน

สำปรับเทรนด์การปล่อยเช่ารายวันนั้น บางคนอาจจะงงว่าต่างกับรายเดือนอย่างไร? อันนี้ส้มอยากให้ลองนึงถึง การปล่อยเช่ารายวันก็คือ โรงแรม hostel ดูนะคะ ซึ่งการลงทุนในอสังหาแบบ ปล่อยเช่ารายวันนั้นก็เรียกได้ว่า กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากอีกช่องทางนึง เนื่องจากปัจจุบันมี คนบางกลุ่มมีความนิยมในการเลือกที่พักแบบ “ขอให้ได้นอนก็พอแล้ว” การลงทุนแบบปล่อยเช่ารายวันชนิด hostel เลยมักจะเห็นได้มากในรูปแบบ ดัดแปลงอาคารพานิช เป็นห้องเช่าน่ารัก ๆ  ซึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือ ความคิดที่สร้างสรร ที่ทำให้ hostel ของคุณน่าพัก และการมองกลุ่มเป้าหมายของคุณ ยิ่งหากคุณมีทำเลดี ธุรกิจ hostel นี้ก็สร้างกำไรให้คุณได้อย่างงามทีเดียวค่ะ

 

3.การลงทุนชนิด “เก็งกำไร” ใบจอง

สำหรับการเก็งกำไรนี้ เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมและเหมาะสำหรับคนที่ชอบอารมณ์ “ซื้อไว-ขายคล่อง” เพราะหาก คุณเลือกลงทุนซื้อใบจองในทำเลที่ดี และเป็นที่นิยมแล้ว การขายใบจองก็ย่อมทำง่าย แถมทำกำไรได้ดี แต่การลงทุนชนิดนี้ผู้ลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการเรียนรู้เรื่องวงรอบในการซื้อขาย เช่น ต้องรู้เวลาดังต่อไปนี้

  • ช่วง promotion
  • ช่วงก่อนและหลัง pre-sale
  • ช่วงก่อสร้าง
  • ช่วงสร้างเสร็จ
  • ช่วงก่อนโอน
  • ช่วงหลังโอน

ซึ่งแต่ละช่วงก็เรียกได้ว่าสามารถทำกำไรได้แตกต่างกัน ซึ่งผู้ซื้อต้องทำการบ้านเสียหน่อยนะคะ โดยบางโครงการอาจจะมีโปรโมชั่นออกมาเป็นระรอกยังไงผู้ลงทุนก็ควรจะศึกษาทำการบ้านสักหน่อยค่ะ ถึงจะทำกำไรได้ดี

building-joy-planning-plans

4.การลงทุนชนิด ซ่อมและขาย

สำหรับการลงทุนชนิดนี้เรียกได้ว่า เป็นช่องทางรวยของใครหลาย ๆ คนค่ะ สิ่งสำคัญของการลงทุนชนิดนี้คือ “ราคา” และ “ไอเดีย” ค่ะ โดย ราคานั้น คือราคาซื้อที่ประเมิณเบื้องต้นแล้วพอเห็นภาพได้ง่ายว่า เมื่อซ่อมเสร็จ จะทำกำไรได้ มากกว่าเท่าตัว โดยสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีผู้สนใจซื้อส่วนใหญ่นั้น มาจากความสวยงาม และดีไซน์  ค่ะ ซึ่งหลาย ๆ คนที่ชอบดีไซน์อยู่แล้วเมื่อซ่อมแซมไปหลาย ๆ ที่ก็มักจะมีไอเดียสวย ๆ ในการออกแบบ เพราะความรู้ในด้านดีไซน์นั้นได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ จนสุดท้าย ก็กลายเป็น style เฉพาะตัวที่ใคร ๆ เห็นแล้วอยากได้ อยากมีค่ะ

shutters-caribbean-architecture-door-37827

5.การลงทุนชนิด นายหน้า

การลงทุนประเภท นายหน้านั้น มักได้รับคำนิยามว่าเป็นการลงทุนชนิดจับเสือมือเปล่าอยู่เสมอ ถึงแม้กำไรที่ได้จากการเป็นนายหน้านั้นอาจจะมีเพียง 2-4% แต่ลองนึกดูว่าหากขาย บ้านหรือที่ดินมูลค่า 40ลบ. และเมื่อค่านายหน้าอยู่ที่ 3% ได้ คุณก็จะได้กำไรถึง 1.2ล้านทีเดียว  ซึ่ง การลงทุนชนิดนี้ เรียกว่า คุณอาจจะต้องใช้ความอดทนสูงในการจับคู่ เจ้าของเงินทุนกับ เจ้าของสินทรัพย์ ที่ต้องการขาย ให้มามีเคมีตรงกันให้ได้ ค่ะ ซึ่งถึงแม้จะดูยุ่งยาก แต่ก็มีหลาย ๆ คนประสบความสำเร็จจากการลงทุนชนิดนี้ไม่น้อย หรือบางคนก็เป็นเป็นเว็บไซท์ นายหน้าให้เลือก เป็นบริษัทฯ ดัง ๆ ที่เห็น ๆ กันได้ทั่วไปค่ะ

 

 

โดยนอกเหนือจาก 5 ข้อที่ยกมานี้ก็ยังมีการลงทุนในอสังหารูปแบบอื่น ๆ อยู่นะคะเช่น การพัฒนาที่ดินแล้วขาย การลงทุนในกองทุนอสังหา การลงทุนกับนักธุรกิจอสังหาประเภทต่าง ๆ ค่ะซึ่งก็ถือว่าเป็นไอเดียการลงทุนที่น่าสนใจอีกเช่นกัน ที่ได้รับความนิยม

toon-psom-ok

สำหรับบทความนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังมองหาไอเดีย รวย ทำเงินง่ายๆ นะคะ หากคิดเห็นอย่างไร สามารถส่งข้อความติดชมมาใน facebook fanpage ได้ค่ะ

ปล.อย่าลืมแชร์ให้คนที่คุณแคร์อ่านนะคะ เผื่อเป็นช่องทางในการทำเงินดี ๆ อีกช่องทางนึงค่ะ