สวัสดีค่ะ วันนี้จะมานำเสนอข่าวที่หลายคนกำลังให้ความสนใจอยู่นั่นคือ ข่าว “ดีเดย์ 21 ก.พ. 60 รัฐบาลให้กู้เงินใช้หนี้นอกระบบ กู้ได้คนละ 5 หมื่นบาท” ซึ่งในเนื้อหาข่าวที่กำลังเป็นกระแสนี้ เรียกได้ว่ามีหลาย ๆ คนกำลังให้ความสนใจว่า จะกู้ดีไหม?

a2_95

ซึ่งหากดูตามรายละเอียดของเนื้อหาข่าวตาที่ช่อง 3 ได้นำเสนอวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ที่รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติโครงการสินเชื่อรายย่อยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยหวังแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ วงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ซึ่งผู้ที่สนใจและเข้าข่ายสามารถขอกู้ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

”   ทั้งนี้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรสามารถกู้ได้ที่ ธนาคารออมสิน และสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 5 หมื่นบาท ระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 5 ปี ดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือน หรือ 10% ต่อปี ต้องมีบุคคลค้ำประกันอย่างน้อย 1 คน หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้จากรายได้และค่าใช้จ่ายรวมของบุคคลในครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งจะสามารถตรวจสอบประวัติการชำระหนี้จากเครดิตบูโรได้ แต่จะไม่นำมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาสินเชื่อ”

…เอาล่ะคะ หากมาลองพิจารณาดูแล้ว ดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือนหรือ 10% ต่อปีนี่ก็เรียกได้ว่า ดูน่าสนใจมากเลยนะคะ สำหรับหลาย ๆ  คนที่ได้ติดตามข่าว ก็มีแนวโน้มออกมาว่า “ฉันตกลงจะกู้เพื่อมาลงทุนหรือใช้หนี้อะไรสักอย่างกับโครงการนี้ล่ะ”

a1_113

…แต่ทว่า… ลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการกู้ “ที่ควรคำนึงอยู่เสมอทุกครั้ง” ก็คือ

  1. ความจำเป็นในการใช้เงิน
  2. ความคุ้มค่า รวมถึงราคาดอกเบี้ย
  3. ความยากง่ายในการเข้าถึงบริการ

ซึ่งเหตุผลที่ยก 3 ข้อด้านบนมาให้คิดกันก่อนก็เพราะว่า ตามที่เคยเจอมา จากหลาย ๆ คนที่มีปัญหาเรื่องหนี้ ส่วนใหญ่ก็มักจะมาจาก การใช้่เงินเกินตัวจนเกิดหนี้ หรือการกู้มาเพื่อซื้อของตอบโจทย์กิเลส แต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตค่ะ ยกตัวอย่างเช่น  มือถือมีไว้สื่อสาร หากช่วงที่มีเงินน้อย ก็ควรซือแต่พอโทรได้ หรือหากเป็น smart phone ก็ควรเอารุ่นที่เหมาะกับการใช้งานแบบธรรมดา ๆ ใช้งานได้ไปก่อน แต่หลาย ๆ คน ที่มีปัญหาเรื่อง หนี้ ส่วนใหญ่มักจะ กู้เงินมาเพื่อซื้อ โทรศัพท์ราคาแพง  หรือใช้เพื่อกิจกรรมบางอย่างที่ตอบสนองกิเลสตัวเองแต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตค่ะ

 

ซึ่งหากให้มาเปรียบเทียบระหว่างกู้ในระบบ และนอกระบบนั้น หากถามตัวส้มเองว่าอันไหนดีกว่า และแนะนำอันไหน ส่วนตัวก็ขอแนะนำให้ ลอง ๆ คุยหลาย ๆ ที่ก่อนค่ะ อย่าใช้ความคิดว่า “เราต้องไปง้อกู้เขา” แต่ลองคิดเสียว่า “ใคร ๆ ก็อยากให้เรากู้” เพราะเราเป็นคนมีวินัยทางการเงินที่ดี และกู้มาเพื่อลงทุนค่ะ   ซึ่งหากคุณคิดด้วยความคิดนี้แล้ว บางที คนที่คุณไปกู้จากที่เขาเป็นเจ้าหนี้เงินกู้คุณ บางทีแล้วเขาก็อาจจะกลายมาเป็น ผู้ร่วมลงทุนกับคุณอีกด้วยค่ะ

 

ส่วนสุดท้ายนี้สรุปสั้น ๆ อีกครั้งสำหรับคนอยากอ่านสั้น ๆ นะคะ คือส่วนตัวส้มมีความเห็นว่า ไม่ว่าจะกู้นอกระบบ หรือกู้ในระบบ ถ้าพูดในเรื่องความคุ้มค่า ก็ลองพิจารณาดูดี ๆ เพราะหลาย ๆ ที่เขาก็มีการบริการที่แตกต่างกัน ซึ่งรวมถึงเรื่องดอกเบี้ย บางทีกู้นอกระบบ อาจจะมีบางเจ้าให้ราคาดีกว่า บริการดีกว่า ก็เป็นได้ค่ะ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงอยากแนะนำว่า ลองเปรียบเทียบหลาย ๆ ที่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องมั่นใจนะคะ ว่าการกู้ครั้งหนี้คือการกู้มาลงทุน”   เพราะการกู้มาลงทุน ยังไงคุณก็มีแต่ได้กับได้ แต่หากกู้มาซื้อของ ของมีแล้วก็เสียตามการเวลา   และที่สำคัญก็คือ “อย่าตามกระแส” หรือเชื่อกระแส “ที่ว่าดี” จนมากเกินไป  ให้วางแผนการกู้แต่ละครั้งอย่างมีจุดหมายชัดเจน  เพียงเท่าหนี้ส้มก็มั่นใจว่า ไม่ว่าจะกู้กับโครงการของารัฐฯ หรือเอกชน คุณก็จะสามารถ สร้างเครดิตดี ไม่มีหนี้เสียแน่นอนค่ะ

 

krobkruakao_logoขอบบคุณภาพและข่าวจาก

 


หากพูดถึงเรื่องการใช้เงินในชีวิตประจำวันแล้ว เรื่องของภาษี ถูกเรียกได้ว่าเป็นเรื่องไกล้ตัวที่หลาย ๆ คนมองข้ามมากที่สุด เนื่องจากยังมีบางอาชีพ ( ที่ยังต้องยอมรับกันตามความจริงว่า ) คอยเลียง หรือมีวิธีการลดการจ่ายค่าภาษี เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด ซึ่งหากมาพูดในแง่ของ มนุษย์ทำงาน หรือผู้ที่ทำงานประจำบ้าง ก็จะเริ่มพบว่่า “ภาษี” เริ่มมามีบทบาทตั้งแต่เริ่มทำงาน

25751311282_8a4ea8b0b5_o

เช่นเมื่อ นาย ก. เริ่มเข้าทำงานที่บริษัท A นับตั้งแต่วันแรก ที่นาย ก. ได้รับค่าจ้าง  เงินค่าจ้างของนายก. ก็จะถูกหักภาษีออกไปโดยอัติโนมัติ ด้วยเหตุนี้ นาย ก. หรือมนุษย์ เงินเดือนปกติคนนึงที่เหมือน ๆ คนอื่น ก็ย่อมหาวิธี ลดหย่อนภาษีด้วยวิธีการต่าง ๆ

ซึ่งในปัจจุบันก็เรียกได้ว่า มีนโยบาย และโปรโมชั่นจากทางภาครัฐ และเอกชนต่าง ๆ ออกมามากมาย ให้สามารถซื้อสินค้าได้ โดยได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ออกมาเป็นช่วงอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งหากมองในแง่หนึ่ง การออกโปรโมชั่นเกี่ยวกับการลดหย่อนค่าภาษีนั้น ก็เป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นให้ มนุษย์เงินเดือน หลาย ๆ คนออกมาใช้จ่ายมากขึ้น โดยอาจจะได้สิทธ์ในการ นำค่าใช้จ่ายนั้นมาเป็นส่วนลดค่าภาษี แต่หากมองในอีกแง่มุมนึง นโยบาย หรือโปรโมชั่น การจับจ่ายโดยนำเรื่องของการ ลดหย่อนภาษีมาเป็นหัวข้อล่อใจนั้น ก็เป็นเรื่องที่ ทุกคนควรตัดสินใจให้ดี ว่ามีความคุ้มค่า หรือไม่

 

โดยสามารถสรุปเป็นข้อ คิด 3 ข้อ ดังนี้ค่ะ

1.ตรวจสอบสิทธ์ตัวเองให้ดีเสียก่อน ว่าต้องเสียภาษีหรือไม่

ในข้อแรกนี้ อยากให้คุณตรวจสอบให้ดีว่า ในแต่ละปีคุณมีค่าใช้จ่ายด้าน “ภาษีรายได้” อยู่เท่าไร? เช่นยกตัวอย่าง โปรโมชั่นช่วงปลายปีที่ออกมา ในหัวข้อช้อปช่วยชาติ “เก็บใบเสร็จมาลดหย่อนดภาษีได้ถึง 15,000บ.” ซึ่งในเรื่องนี้อยากเรียนให้ทราบตามตรงว่ามนุษย์เงินเดือน หลาย ๆ คนเมื่อรวมรายได้ต่อปีแล้ว ภาษีรายได้ยังไม่ถึง 15,000บ. เลยคะ  ยกตัวอย่างเช่น

หากนายก. ทำงานได้เงินเดือน 20,000 ในหนึ่งปี = 20,000×12เดือน = มีรายได้ 240,000 บาท.ต่อปี
จากนั้นให้นำรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่าย 60,000* บาท + หักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท = เงินได้สุทธิ 150,000 บาท
* ค่าใช้จ่ายส่วนตัว  40%  (แต่ไม่เกิน 60,000 บาท)
จากนั้นก็ให้ไปดูเงื่อนไขในการจ่ายภาษีรายปีค่ะ 

ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี

  • รายได้ต่ำกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
  • รายได้สุทธิในช่วง 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
  • รายได้สุทธิในช่วง 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
  • รายได้สุทธิในช่วง 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
  • รายได้สุทธิในช่วง 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
  • รายได้สุทธิในช่วง 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
  • รายได้สุทธิในช่วง 2,000,001 – 4,000,000 บาท เสียภาษี 30%
  • รายได้สุทธิในช่วง 4,000,001 – 20,000,000 บาท เสียภาษี 35%
  • รายได้มากกว่า    20,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 37%

ซึ่งกรณีของ นาย ก.ที่ได้เงินเดือนค่าจ้าง 20,000/เดือนนั้น เรียกได้ว่า “ไม่เข้าเกณฑ์การเสียภาษีเลยค่ะ เพราะมีรายได้สุทธิต่อปีจริง ๆ อยู่ที่ ไม่เกิน 150,000

toon-psom-noเมื่อรู้ดังนี้แล้ว!! สิ่งที่นาย ก. ต้องทำก็คือ การขอภาษีรายได้ที่นายจ้างหักไป ในแต่ละเดือน คืนค่ะ เพราะตาม ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี ที่แสดงบน นาย ก. มีรายได้ไม่เกิน 150,000 ต่อปี  นั่นก็เท่ากับว่า หากมีโปรโมชั่น ช้อป-ช่วย-ชาติ ลดหย่อนได้ 15,000 ออกมาอีกนี่ ก็แปลว่า …. เอามาใช้ไม่ได้เลยค่ะ  ด้วยเหตุนี้   สิ่งที่สำคัญสุดก่อนจะเข้าร่วมโครงการหรือโปรโมชั่นก็ควนศึกษาให้ดีก่อนค่ะ่ ว่าในแต่ละปี มีค่าใช้จ่ายด้านภาษีรายได้เท่าไรกันแน่

 

ข้อ 2 มีสติ อย่าเพิ่งหลงไปกับคำเชื่อที่บอกต่อ ๆ กันใน โปรโมชั่น อย่าพยายามลดหย่อนมากเกินไป

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณรู้อยู่แล้วว่า คุณจัดอยู่ในประเภท ผู้ที่ต้องจ่ายภาษี 10% ต่อปี เฉลี่ยแล้วเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ซึ่งหากพูดตามจริงโปรโมชั่นลดหย่อนภาษีก็มักจะออกมาเป็นช่วง ๆ เท่านั้นเช่น ปลายปี ต้นปี หรือเทศกาลบางเดือน ซึ่งหาก คุณต้องการลดหย่อนเงินภาษีเป็นจำนวน 10,000 บาท นั่นหมายความมว่าในช่วงเดือนนั้นคุณจะต้องซื้อของเป็นจำนวนเงินมากถึง 100,000 บาททีเดียว !!! ….    ซึ่งในข้อนี้อยากให้คุณลองมองความจำเป็นว่า สิ่งที่จะซื้อนั้นจำเป็นหรือไม่ และท้ายสุดคนที่จะได้ประโยชน์ ในการซื้อของครั้งนี้ของคุณ จะเป็นตัวคุณ หรือเป็นร้านค้าในห้างกันแน่?

toon-psom-oh…น่าคิดใช่ไหมคะ?

ข้อ 3 โฟกัสที่ผลตอบแทน

จริงอยู่ที่ ทั้งหลาย ๆ หน่วยงานในภาครัฐและเอกชน ร่วมมือกันออกโปรโมชั่นลดหย่อนภาษีกันมากมาย จนเรียกได้ว่า อันนี้ก็ล่อตา อันโน้นก็ล่อใจ  …นี่ก็มือถือ..ลดได้…. กล้องที่ชอบก็ลดได้… ซื้อรถก็ลดได้…. หรือจะเที่ยววว …ก็ยังลดได้!   ซึ่งในเรื่องการลดหย่อนภาษีนี้ ส้มอยากจะให้ผู้อ่าน โฟกัสหรือให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ผลตอบแทน” มากกว่่าความชอบ หรือความรู้สึกชั่ววูบค่ะ เพราะยกตัวอย่างเช่น หากคุณอยากมีรายได้เพิ่มเป็นช่องทางที่สอง นอกจากงานประจำแล้ว การลงทุนในกองทุนบางอย่างที่สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่น LTF ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจค่ะ ซึ่งในเรื่อง LTF นี้นอกจากจะลดหย่อนภาษีได้แล้ว เผลอ ๆ บางทีหากศึกษาให้ดีคุณก็ยังได้กำไรจากกองทุนเหล่านี้อีกด้วยค่ะ  ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในโครงการลดหย่อนภาษี ก็คือ “ผลตอบแทน” ที่คุณจะได้รับค่ะ เพราะผลตอบแทน เหล่านี้จะหลายเป็น กระแสเงินที่จะช่วยสร้างอนาคตเครดิตการเงินที่ดีของคุณในอนาคตด้วยค่ะ

 

business-money-pink-coins

โดยท้ายนี้หวังว่า เมื่อคุณได้อ่าน 3 ข้อคิดที่ควรทราบก่อน ลดหย่อนภาษี ของทุกอาชีพ!  จะได้รับข้อคิดดี ๆ และเป็นแนวทางในการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับ การสร้างเคตรดิตทางการเงินของคุณนะคะ

 

ปล.มีบางอาชีพเช่นอาชีพแม่ค้า พ่อค้าส่วนใหญ่ อาชีพเหล่านี้ เรียนตามตรงว่าหลาย ๆ ท่านไม่ได้ยื่นภาษีกัน ก็แปลว่า.. จริง ๆ บางเรื่อง นโยบายการ ลดหย่อนภาษีอาจจะไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณก็ได้ค่ะ แต่ด้วยความหว้ังดี หากอาชีพเหล่านี้ ต้องการเงินลงทุนเพื่อสร้างเครดิต ดี ขยายร้าน ขยายสาขา เรื่องการยื่นภาษีรายได้รายปี ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ค่ะในการสร้างเครดิตทางการเงินที่่่ดีค่ะ


คงเคยได้ยินคำสุภาษิตคำว่า “สี่เท้ายังรู้ พลาดนักปราชน์ยังรู้พลั้ง” กันมาบ้างใช่ใหมค่ะ? ที่เกริ่นแบบนี้ให้ฟังก่อนก็เพราะว่า หลาย ๆ คนที่มีปัยหาด้านการเงิน จนเป็นหนี้เสียมากกว่า หนี้ดีนั้น มักเกิดจาก ความชะล่าใจหรือ เกิดจากความมั่นใจเกินตัวที่ ว่า ตัวเองสามารถควบคุมเรื่อง การใช้จ่ายเรื่องเงินได้ดี แต่สุดท้ายก็มีหลาย ๆ คนเป็นกรณีตัวอย่างมาให้เห็นกันบ่อย ๆ ว่า กลายมาเป็นหนี้เพราะใช้เงินเกินตัวนั่นเองค่ะ

ใช้เงินเกินตัว

ซึ่งในบทความนี้ ส้มจะมาบอกถึง สัญญาณเตือนเล็ก ๆ 4 ข้อที่ เป็นสัญญาณภัยที่กำลังบอกคุณว่า “คุณเข้าไกล้การเป็นหนี้” ระดับไหนแล้วค่ะ

 

สัญญาณเตือนข้อ 1 :: คุณไม่มีเป้าหมายในการใช้เงิน

สำหรับเรื่องเป้าหมายเรียกได้ว่า เป็นข้อที่สำคัญสุดอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ค่ะ โดยเป้าหมายนี้ ไม่ใช่ว่า เป็นการเก็บเงินหรือหาเงินเพื่อซื้อของสนองกิเลสอย่าง มือถือ เสื้อผ้าหรู แต่เป้าหมายในการใช้เงินนี้ ควรเป็นเป้าหมายที่เกี่ยวกับ การ”ออม” เพื่อลงทุน  หรือออมเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ แบบนี้ก็ได้เหมือนกันค่ะ ซื้อเป้าหมายที่ ยิ่งใหญ่แบบนี้ มักจะทำให้คุณเกิดแรงบรรดาลใจ ที่จะมีวินัย ในการใช้เงินในแต่ละวันอย่างมีระเบียบมากขึ้นค่ะ

 

สัญญาณเตือนข้อ 2 :: คุณรูดบัตรเครดิตมากเกินไป

ถึงแม้บัตรเครดิตหลาย ๆ ค่ายจะมีโปรโมชั่นน่าสนใจ ให้ชวนรูดมากเท่าไรก็ตาม แต่รู้หมือไร่ เอ้ยรู้หรือไม่ค่ะว่า การใช้บัตรเครดิตรูดจ่ายแทนเงินสดมาก ๆ นั้นก่อให้เกิดความเคยชิน และในที่สุดก็จะเคยตัว ใช้เงินเกินตัวกันเป็นแน่นอนค่ะ ซึ่งนิสัยการใช้บัตรเครดิตนี่ถ้าเป็นไปได้ และกำลังรู้ว่าตนเอง กำลังมีพฤติกรรมแนวนี้ ก็ให้คุณลอง ใช้เงินสด ติดตัว กดเพื่อจ่ายเงินเสียบ้างค่ะ

 

สัญญาณเตือนข้อ 3 :: คุณผลัดวันประกันพรุ่งมากขึ้น

หากคุณกำลังรู้สึกว่า “โธ่…เงินแค่นี้เดี่ยวค่อยจ่าย” ล่ะก็ นี่ก็เป็นอีกสัญญาณภัยค่ะว่า  คุณมีโอกาสที่จะใช้เงินเกินตัว  เพราะว่ามีโอกาสสูงที่คุณจะลืมว่าเงินในบัญชีที่สามารถใช้ซื้อของตามกำลังเรานั้นจริง ๆ แล้วมีเท่าไร

 

สัญญาณเตือนข้อ 4 :: คุณใช้เงินฟุ่มเฟือย

เรียกได้ว่า นิสัยฟุ่มเฟือยนั้น ส่วนใหญ่มักจะเกิดมาจาก นิสัย ข้อ 1 2 3 เรียงตาม มาจนเป็นนิสัยข้อสุดท้ายคือข้อ 4 นิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยค่ะ  พอมาถึงข้อนี้ นอกจากคำว่าคุณมีโอกาสใช้เงินเกินตัวแล้ว ยังเป็นไปได้สูงที่ว่าคุณจะเป็นหนี้อีกด้วยค่ะ

 

สำหรับ 4 สัญญาณเตือน ที่เล่ามาข้างต้นนี้ เรียกได้ว่านอกจากจะเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังใช้เงินเกินตัวแล้วยังเป็นสัญญาณ สำคัญที่กำลังบอกว่า “คุณมีโอกาสสูงมากกก กำลังจะเป็นหนี้อีกค่ะ”  ซึ่งสุดท้ายหนี้ ส้มก็หวังว่าคนที่กำลังจะมีปัญหาเรื่องใช้เงินเกินตัวกันเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว  คุณจะปรับแก้ และจัดการกับสัญญาณภัยเหล่านี้กันได้นะคะ  เพื่อสุดท้ายแล้วคุณจะได้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องหนี้ให้ปวดหัวกันอีกค่ะ


สำหรับหลาย ๆ ท่านที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการปลดหนี้ส่วนใหญ่ ปัญหาที่ตามมาจากการปลดหนี้ก็คือมักจะไม่มีเงินออมไว้ ลงทุนหรือ ออมไว้ฉุกเฉินเลย โดยในบทความนี้จะมาพูดถึงการปลดหนี้อย่างไรให้มีเงินออมเหลือเก็บกันค่ะ

wallet-cash-credit-card-pocket

เริ่มแรกเลยอยากให้ลองทำความเข้าใจเกี่ยวกับการ ใช้หนี้ของคนทั่วไปก่อน ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. เป็นหนี้บัตรอยู่ โดยมีภารหนี้บัตรที่ต้องจ่าย มากถึง 60% ของรายได้ประจำจากการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน นาย ก.ก็เลยแบ่ง เงิน 40% เป็นค่ากิน อีก 60% เป็นการใช้นี้ ซึ่งลักษณะการ จัดสรรเงินแบบนี้เราเรียกว่า ได้มา 100% ใช้ไป 100%  หรือคือได้มาเท่าไร ใช้ไปเท่านั้น

ซึ่งโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่หลาย ๆ คนที่มีหนี้ก็มักจะมีพฤติกรรมแบบนี้คล้าย ๆ กันค่ะ จึงทำให้ “หนี้” ที่เกิดมานั้น ใช้เวลายาวนานในการปลดหนี้ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีเงินทุนอื่นมาช่วยโปะหนี้ให้หมด หรือมีช่องทางรายได้ทางอื่น ๆ มาช่วยปลดหนี้ค่ะ

โดยเทคนิกในการปลดหนี้ ให้มีเงินออมนั้นจริง ๆ แล้วเริ่มง่าย ๆ ด้วยพื้ฐานสำคัญ 5 ข้อดังนี้ค่ะ

pexels-photo-40120

1.แยกประเภท หนี้  ระหว่างหนี้ที่เสียเปล่า และหนี้ที่ทำให้เกิดรายได้

สำหรับพื้นฐานข้อแรกนี้อาจจะเรียกว่า หนี้ดี กับหนี้ เสียก็ได้ค่ะ ซึ่งหนี้ดีก็คือ หนี้ที่เป็นแล้วสร้างรายได้ให้กับเรา  ( เช่นการลงทุนซื้อของเพื่อขายต่อในราคาที่สูงขึ้น ) ส่วนหนี้เสียก็คือหนี้ที่เสียเปล่า (เช่นการผ่อนกระเป๋าแบรนด์ ซื้อของหรู ๆ ที่เกินความจำเป็น)

bloggerjob

2.สร้างสภาพคล่องทางการเงินด้วยการ แยกประเภท หนี้ระยะสั้น และหนี้ระยะยาว

ในลำดับถัดมาหลังจากรู้ว่าอะไรเป็นหนี้ดี หนี้เสียตามข้อแรกแล้ว  การแยกประเภทหนี้ระยะสั้น และหนี้ระยะยาวก็สำคัญ  ซึ่งบางคนอยากใช้หนี้ให้หมด ๆ ไปแต่ก็ต้องแลกมากับการทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต หรือเก็บหอมรอมริบจนเกินไป เหนียวจนเกินไป จนสุดท้ายก็ป่วย แบบไม่ตั้งใจ แต่ไม่เงินเงินออมรักษา เพราะสภาพคล่องทางการเงินไม่มี  ด้วยเหตุหนี้ เมื่อคุณเริ่มเข้าใจว่าตอนนี้คุณอยู่ในสถานการณ์ ที่ตึงงงงง  จนเกินไปแล้วละก็  ถ้าหากเราสามาถยืดระยะเวลา หนี้ระยะสั้นให้เป็นหนี้ระยะยาวได้ล่ะก็ จะเป็นอีกทางออกหนึ่งที่จะทำให้คุณเกิดสภาพคล่องทางการเงินได้ ซึ่งในลำดับที่ 2 นี้ให้คุณแยกประเภทหนี้ ระยะสั้น และหนี้ระยะยาวไว้ก่อนนะคะ

person-woman-hotel-laptop-696x371

3.จดบัญชีรายรับรายจ่าย

หลังจากที่แยกประเภทหนี้แล้ว และรู้จักหนี้ตัวเองดีแล้ว ตามข้อ 1 และข้อ 2  ในข้อ 3 นี้ให้คุณลอง list รายการของรายจ่ายที่จำเป็นออกมาจริง ๆ แล้วก็จะพบว่าในแต่ละวันเราเสียเงินเปล่าโดยใช่เหตุไปกับอะไรบ้าง เช่นค่าไอศกรีม แพง ๆ อาหารแพง ๆ  โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อคุณเป็นหนี้แบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามคือ คุณต้องรู้ว่า ในแต่ละวัน คุณสามารถซื้ออะไรได้หรือไม่ได้  จากนั้น เมื่อตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว  ในขั้นตอนที่ 3 คุณก็เริ่มจะเห็นเงินออมที่คุณพอจะมีได้แล้วล่ะค่ะ

TIPs:

  • ถ้าหากคุณต้องการเพิ่มเงินออมในแต่ละเดือนให้มีมากขึ้น แถมปัจจุบันคุณยังมีสภาวะไม่ยืดหยุ่นทางการเงิน (คือจะซื้อะไรก็ไม่ได้)  การเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อเปลี่ยนหนี้ระยะสั้น ให้เป็นหนี้ระยะยาว ก็เป็นอีกทางเลือกนึงค่ะ เพราะสมมติว่า หากปกติคุณมีภาระต้องจ่าย 6,000บ./ด. หมดนี้ใน 5 ปี แต่คุณสามรถยืดเวลาให้เป็น 10ปีและลดภาระที่ต้องจ่ายเป็น 3,000-4,000 ได้นั้น เงินจำนวน 2,000 ในแต่ละเดือนถึงอาจจะดูไม่มาก แต่ เงินจำนวนนี้คุณก็ยังสามารถนำมาลงทุนให้เกิดกำไร หรือเปลี่ยนเป็นเงินออมก็ได้ค่ะ

img_8516

4.ขอคำปรึกษาจากเจ้าหนี้ หรือผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับข้อ 4 นี้ เรียกได้ว่าเป็นทางออกที่คนเป็นหนี้หลาย ๆ คนไม่อยากทำ แต่เชื่อเถอะค่ะ นี่คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะการขอคำปรึกษาจากเจ้าหนี้นั้น  ผู้ให้กู้ก็อยากให้ผู้กู้ มีเงินจ่ายหนี้ตามสัญญาครบ ไม่เป็นหนี้เสีย หรือหนีหนี้แล้วต้องตามให้เสียอารมณ์ ด้วยเหตุนี้ ในสถานการณ์ที่รุมเร้าคุณมาก ๆ จนบางทีคุณอาจจะไม่มีไอเดียดี ๆ ในการจ่ายหนี้ให้ หมดไวที่สุด ทางออกก็คือหาผู้เชี่ยวชาญและรู้ช่องทางการผ่อนผันการ จ่ายหนี้มากที่สุด นั่นก็คือเจ้าหนี้ หรือผู้ให้คำปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ ก็เป็นอีกทางออกนึงที่ดีค่ะ

reading

5.สุดท้ายคือ มองโลกในทัศนะคติเชิงบวก เข้าไว้

ปัญหาของทุกคนที่เป็นหนี้ก็คือ มักมีทัศนะคติเชิงลบกับทุกอย่าง มีบางกรณีมีผู้ต้องการหยิบยื่นความช่วยเหลือแต่ ผู้เป็นหนี้กลับมองว่าเป็นการ พูดจาเย้ยหยันเสียมาก ด้วยเหตุหนี้ หากมีใครมาให้คำแนะนำในการปลดหนี้ ก็พยายามมองโลกในแง่บวกเข้าไว้ ให้คิดแต่แง่ที่เป็นไปได้  ( มีคำถามว่าถ้าหากคิดแล้วเป็นไปไม่ได้ล่ะ – ง่ายมาก หากคุณคิดแล้วเป็นไปไม่ได้ ก็ให้คนที่เสนอความคิดว่าเป็นไปได้ ทำได้ ลองเปิดใจให้เขาช่วยดูสิ ไม่แน่เขาอาจจะมีทางออกที่ดีจนคุณนึกไม่ถึงก็ได้ )

toon-psom-noยังไงก็อยากขอฝากไว้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของการปลดหนี้ก็คือ “พยายามอย่าไปเป็นหนี้เพิ่มอีก” ค่ะ ซึ่งหากมีหนี้อยู่ก็พยายามเรียนรู้ รายรับรายจ่าของตัวเองให้ดี รวมถึงรู้จักหนี้ของตัวเองให้ดี และท้ายสุด หากเป็นไปได้ การออมเงินในขณะที่เป็นหนี้ของคุณควรจะมีเป้าหมายสำคัญ ๆ เช่น ออมไว้เผื่อฉุกเฉิน อุบัติเหตุ ทำนองนี้ หรือหากออกมไว้ลงทุนแบบนี้ ก็จะทำให้คุณมีกำลังใจในการออมและมีวินัย ในการออมและปลดหนี้ที่ดีได้ค่ะ

สุดท้ายนี้อย่าลืมแชร์ บทความเรื่อง “ปลดหนี้อย่างไรให้มีเงินออม” ให้คนที่คุณแคร์ หรือคนที่กำลังมีปัญหาเรื่องหนี้อ่านนะคะ เผื่อเป็นแสงสว่าง และทางออกในการจัดการหนี้ค่ะ  ขอบคุณค่ะ