pexels-photo-66363-696x371

ในช่วงที่เรียกได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของชีวิตนั้น
อายุ 24 ถือว่าเป็นช่วงอายุที่คุณควรจะเริ่มต้นกระโจนสู่ชีวิตที่แท้จริงเสียแล้ว
เพราะความรู้ความสามารถที่คุณสั่งสมมาถึงอายุตอนนี้เรียกว่า จะมีผลกระทบกับการตัดสินใจและการทำงานของคุณไปตอลดชีวิตเลยก็ว่าได้

โดยในเว็บไซท์ Quora ได้ตั้งคำถามว่า “ทักษะใดบ้างที่ คนอายุ 24 ควรที่จะเรียนรู้ไว้”
โดยมีคนจำนวนมากเข้ามาตอบคำถาม ซึ้ง 11 ทักษะต่อไปนี้ คือเรื่องหลัก ๆ ที่เราเรียบเรียงมาให้ท่านทราบกันว่ามีอะไรเป็นเรื่อง เด่น ๆ ที่ทุกคนลงความเห็นเหมือนกันบ้าง

1.เป็นสุดยอดของนักขาย

เนื่องจาการขาย เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำทุกอาชีพ ไม่ว่าอาชีพอะไรก็ต้องขายให้เป็น และหนีไม่พ้นอีกด้วย บางครั้งสิ่งที่คนซื้ออาจจะไม่ใช่สินค้า หรือผลงาน แต่คุณต้องขายตัวเองให้เป็น

06
2.ก้าวออกมาจาก Comfort Zone

ลองออกมาสร้างประสบการณ์จริงดูบ้าง หลีกเลี้ยงการโอ๋การเอ็นดูจาก ครอบครัว หรือความคิดแบบเก่า ๆ ลองทำอะไรใหม่ ๆ ฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ

 

photo-1463595515259-d8ef281955b9-696x371

3.เก่งให้สุด ๆ สักด้าน

เก่งให้สุด ๆสักด้านหมายความว่า หากคุณมีความสามารถพิเศษหรือทำงานด้านใดอยู่แล้วก็ต่อยอดให้ไปถึงจุดสูงสุดของอาชีพเสียเลยสิ

people-mother-family-father

4.สร้างเครือข่ายสังคม ที่คอยสนับสนุนคุณ

ในการทำงานบ่อยๆ ครั้งเราก็ต้องมีสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ไว้คอยสนับสนุนเราในแต่ละด้าน การสร้างเครดิตให้ดี ก็เช่นกันไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องมีเครดิตที่ดีด้านการเงินเท่า แต่เครดิตนี้ควรรวมถึงความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มเพื่อนและเครือข่ายธุรกิจหรือาชีพของคุณด้วย

 

pexels-photo-897245.เรียนรู้การเขียนโค้ดโปรแกรม

เนื่องจ่ากปัจจุบันเป็นยุค 4.0 เสียแล้ว การประชาสัมพันธ์ทาง internet การใช้งานคอมพิวเตอร์ถือเป็นเครื่องมือหลัก ๆ ที่ใช้ในการทำงานเสียมาก ซึ่งหากได้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมสักภาษาจะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์อีกมาก แถมทำให้คุณช่วยคิดและวางแผนได้อย่างมีหลักการรอบคอบอีกด้วย

 

 

af0sf2os5s5gatqrkzvp_silhoutte6.ตกหลุมรัก

อาจดูเป็นเรื่องตลก แต่คนดังหลาย ๆ คนที่ประสบความสำเร็จก็มีแรงบรรดาลใจมาจากการตกหลุมรักใครสักคน จนนำความรู้สึกนั้นมาเป็นแรงผลักด้นในการทำงาน

 

7.ฝึกสมาธิให้เป็น

เพราะปัจจบุบันมีหลาย ๆ อย่างที่คอยกวนสมาธิ จนทำให้หลายคนทำอะไรไม่เป็นชิ้นอัน

 

71aec3246b3aebe6d284668935080bda4fa8b41a_1600x12001-696x372

8.เที่ยวที่แปลก ๆ ให้มากขึ้น

การอยู่กับที่ออกจะดูน่าจืดชืดไปใช่ไหม? การออกไปเที่ยวเพื่อค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ นอกจากจะช่วยให้สร้รางประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิตแล้ว
ยังเป็นการช่วยสร้างแรงบรรดาลใจและไม่แน่ คุณอาจจะค้นพบตัวตนอาชีพที่คุณชอบจากการเที่ยวก็ได้

 

reading9.หาความรู้เสมอๆ

การเสียเวลาไปกับการ ดูทีวีหรือดูหนัง เล่นมากไปนั้นบางทีอาจจะทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
สิ่งที่สำคัญก็คือคุณควรอ่านหนังสือเสริมความรู้เรื่องใหม่ ๆ ด้านวิชาการเสียบ้างเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในการทำงานให้กับสมอง
เพื่อที่เวลาทำงานจริง จะได้ไม่ต้องมาไล่เปิดหนังสือให้ตาเหลือกอยู่

 

youth-active-jump-happy-4081510.เลิกกังวลเสียที

เพราะการกังวลนั้นเป็นการเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ เนื่องจากมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือมีผลกระทบต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ การวางแผนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการจัดการกับทุกปัญหา

coins-currency-investment-insurance11.เก็บเงินอย่างจริงจัง

การเก็บเงินเก็บเล็กผสมน้อยในแต่ละเดือน นั้นช่วยให้คุณรู้จักการ วางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเป็นวิธีที่ดีสุด
หากมีโอกาสลงทุนดีๆ คุณก็อาจเอาเงินเหล่านี้มาลงทุนเพื่อต่อยอดชีวิตคุณให้ประสพผลสำเร็จโดยง่าย

 

ท้ายสุดนี้หวังว่า เรื่องราวทั้ง 11 ข้อนี้หากคุณรู้แล้วล่ะก็อย่าลืมที่จะแชร์ให้คนที่คุณห่วงใยรู้จักล่ะว่า ควรทำอะไรบ้างก่อนจะสายไป


แมธธิว ริชาร์ด พระธิเบตในวัย 69 ถูกนักวิทยาศาสตร์ กล่าวไว้ว่าเขาเป็น “ชายที่มีความสุขที่สุด”

71aec3246b3aebe6d284668935080bda4fa8b41a_1600x12001-696x372

ผลการทดสอบนี้เกิดจากการที่เขาได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาด้านสมองเป็นระยะเวลากว่า 12 ปี ของนักวิทยาศาสตร์ชื่อ ริชาร์ด เดวิดสัน จากมหาลัย วิสคอนซินซึ่งในผลการทดสอบพบว่า คลื่นสมองของเขาคือรูปแบบคลื่นสมองของคนที่มีความสุขเสมอแม้เจอสถาณการณ์ใดๆ ก็ตาม

ในปี 2008 เดวิดสัน ได้รวมกลุ่มผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการทำสมาธิ และกลุ่มของผู้ที่เพิ่งเริ่มปฎิบัติสมาธิในการทดสอบนั้น ผู้เข้าร่วมจะต้องทดสอบกับ เสียงรบกวนสมาธิ ที่ก่อให้เกิดความเครียดในรูปแบบต่าง ๆ

โดยเดวิดสัน พบว่าสองส่วนของสมองส่วนที่เรียกว่า “เห็นอกเห็นใจ” ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสมาธิ จะถูกใช้งานมากกว่า ผู้ที่ไม่เก่งเรื่องทำสมาธิ  โดยคาดเดาว่า บุคคลอย่าง พระริชาร์ดนั้น ได้พัฒนาทักษะในการเห็นอกเห็นใจ รวมถึงเข้าใจผู้อื่นมากกว่าการใช้ความรู้สึกในการรับรู้และตัดสิน

โดยหลังจากพบว่า พระริชาร์ดนั้นมีความสามารถพิเศษกว่าผู้อื่น เดวิดสัน จึงได้ทดสอบเอาสิ่งของต่าง ๆ มาทำให้ พระริชาร์ดเสียสมาธิ เช่นการใช้เสียงนาฬิกาปลุก รบกวนแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ หลาย ๆ อย่างที่พยายามรบกวนนั้นทำอะไร ผู้ที่ผ่านการฝึกสมาธิสูงอย่าง พระริชาร์ด ไม่ได้เลย เมื่อเทียบกับบุคคลทั่วไปที่เข้าร่วมทดลอง

 

เมื่อได้อ่านถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านหลาย ๆ คนคงอยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะ ว่าเคล็ดลับของ พระริชาร์ด นั้นคืออะไร
จึงสามารถ รับมือและหลีกเลี่ยงความเครียดได้ ดีขนาดนี้

มีผู้สัมภาษณ์พระริชาร์ด ที่งาน World Economic Forum ในเมื่อง ดาวอส ประเทศสวิสเธอแลนด์
โดยพระริชาร์ดกล่าวว่า ความรู้สึกที่มีความสุขนั้น มาจากการเอาใจใส่ผู้อื่น และความรู้สึกที่เป็นกุศลต่าง ๆ
ซึ่งเชื่อว่าจิตคนเรานั้นสามารถฝึกฝนให้มีความสุขได้โดยวิธีการทำสมาธิ

โดยเมื่อถามว่า “แล้วการจัดการกับเรื่องเครียด ๆ ล่ะ ทำอย่างไร?”
พระริชาร์ดตอบว่า “ก็แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ”

เพราะทุกสิ่ง ที่คุณคิดว่าเป็นปัญหาส่วนใหญ่นั้น ล้วนไม่ใช่ปัญหาอย่างแท้จริง

พระริชาร์ดเน้นยำว่า บางครั้งความรู้สึกเครียดนั้น บางครั้งเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่น “เหมือนกับว่าหากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องโดนกระทิงวิ่งไล่ขวิดอยู่ นั่นก็จะเป็นความเครียดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ”

“หรือ หากเมื่อคุณต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับให้อยู่จุดนั้น แต่ไม่สามารถเลี่ยงได้
โดยความเครียดจะก่อขึ้นทั้ง กายและใจ แบบนั้นคุณก็เลี่ยงมันไม่ได้”

โดยเรื่องกระทิงที่วิ่งไล่ขวิดคุณนั้น นอกจากเป็นปัญหาที่บั่นทอนสุขภาพแล้ว พระริชาร์ดยังบอกอีกว่า “มันจะคอยทำลายเซลประสาทคุณ และภูมิต้านทานคุณในด้านต่างๆ” ให้แย่ลง โดยความรู้สึกแบบนี้จะเกิดขึ้นหากคุณยึดติดกับมันเกินไป เช่นความคิดที่่ว่า “ถ้าฉันไม่มีมัน ฉันจะไม่มีความสุข” หรือถ้าหากฉันยังต้องมีมันอยู่ จะต้องรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น ซึ่งวิธีจัดการปัญหาเหล่านี้ก็คือ เมื่อคุณรู้ว่ามีมันอยู่ก็แค่บอกว่า

“โอเค้เรื่อง..มีปัญหานี้หรอ..แค่เรื่องเล็กน้อย…ช่างมันดีกว่า”

…..

โดยความเครียดนั้นมันขึ้นอยู่กับมุมมองของคุณ ที่ใช้มองต่างหาก
อย่าไปเครียดกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงหรือควบคุมมันไม่ได้

พระริชาร์ด ยอมรับว่า “แน่นอนล่ะ ปัญหาเกิดขึ้นมาในชีวิตเสมอ”
ส่วนเคล็ดลับ ก็คือ

2d1d6429e1014795935681d657bc7a63a358ff07_2880x16201

“อย่าไปกังวลกับปัญหาที่ควบคุมไม่ได้…แต่จงโฟกัสที่ปัญหาที่คุณแก้ได้”

 

เราควรมีภูมิคุ้มกันที่จะรับมือกับเรื่อง ที่หนักและเบาในชีวิต, ไม่ว่าจะเป็นความยืดหยุ่นหรือจิตที่เข้มแข็งนั้น”
ก็จะทำให้คุณรับมือความเครียดได้ดีที่สุด พระริชาร์ดว่าอย่างนั้น

หากมีเรื่องไม่ดี เกิดขึ้นกับตัวคุณ ก็ให้คุณบอกกับตัวเองว่า
1.เดี่ยวมันก็จบ
2.ฉันจัดการมันได้

(เพราะว่าฉันรู้ตัวเองดีว่า ฉันควบคุมมันได้ และท้ายที่สุด มันก็จะเป็นปัญหาเล็ก ๆ ในชีวิตฉัน )
หรือ หากมีใครมาวิจารณ์ การกระทำของคุณก็ให้ บอกไปว่า “แล้วไง?” ทำไมต้องวิจารณ์เรื่องแบบนี้ให้เสียเวลาเสียสุขภาพจิตด้วย?

ให้เข้าใจว่าความเครียดนั้น นำพาปัญหาใหม่ๆ มาให้เสมอ
1.อย่างแรกอย่าไปกังวลกับปัญหาที่เพิ่มขึ้น
2.ให้เริ่มกังวลกับปัญหาที่ไร้สาระต่าง ๆ เพราะว่ามันจัดการได้ง่าย
3.ถ้าหากจัดการมันไม่ได้ ก็อย่ากังวลดีกว่า เพราะนั้นจะเป็นการเพิ่มปัญหาใหม่ให้คุณ

 

เมื่อรู้เคล็ดลับจาก ชายที่มีความสุขที่สุดในโลกแล้ว คุณก็อย่าลืมแชร์บทความดีๆ นี้ให้กับเพื่อน ๆ และคนที่คุณรักได้อ่านกันนะ

แล้วก็ทดลองทำกันเลย! ..^^


person-woman-hotel-laptop-696x371

ถึงแม้ปกติโดยทั่วไปแล้วเราจะรู้เคล็ดลับกันดีอยู่แล้ว ว่าพื้นฐานสำคัญควรแบ่ง
เรื่องสำคัญมากสำคัญน้อย จากนั้นจึงวางแผนอย่างรอบคอบ ก็จะทำให้ใช้เวลาได้คุ้มค่าและได้ผลลัพธ์ที่ดีสุดแล้ว
ใน 7 ข้อต่อไปนี้ก็จะเป็น Trick เล็ก ๆ น้อยๆ จากการสำรวจผู้ที่ มีเครดิตดี และประสพความสำเร็จว่าเขาเหล่านี้มีอะไรที่คล้าย ๆ กันบ้าง

1.พวกเขามีช่วงพักเบรกเป็นเวลา

อาจจะฟังดูแปลก ๆ แต่นี่คือเรื่องจริงว่าพวกเขาส่วนใหญ่นัด จัดเวลาพรักเบรกเป็นช่วงเวลาอย่างเหมาะสม
จนในที่สุด เมื่อเขาทำมันประจำ ก็จะเกิดเป็นนิสัย ซึ่งการเลือกพักเบรกบ้างระหว่างการทำงานนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะเมื่อทำประจำจะส่งผลให้สุขภาพดีขึ้น

โดยมีงานวิจัยนึง พบว่า การพักเบรกเพียง 5 นาทีก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สมองที่เบลอ ๆ สามารถกลับมาโฟกัสที่งานได้อีกครั้ง
หรือการงีบเพียงชั่วครู่ ก็เช่นเดียวกัน

 

25751311282_8a4ea8b0b5_o2. พวกเขากำหนด กิจวัตรประจำวันเป็นนิสัย

ซึ่งมันก็เหมือนการทำงานและเลือกนอนหลับ หากเราพักผ่อนไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลา
ร่างกายก็ไม่พร้อมที่จะทำงาน และเรียนรู้ สิ่งต่าง ๆ ในเวลาที่ควรจริงไหม?

ยิ่งหากในแต่ละวันคุณมีการเริ่มต้นวันใหม่ ด้วยการทำสมาธิ ตอนเช้า หรือการจดบันทึกตอนเช้า
หรือการออกกำลังกาย นั่นจะช่วให้คุณมีสมาธิแล้วสุขภาพที่ดีขึ้น

แต่เหนืออื่นใดการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดีนั้นคุณก็ไม่ควรที่จะใส่ใจ การจดบันทึกก่อนนอนหรือเพิ่มกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพของคุณไปก่อนที่คุณจะนอนหลับ และเริ่มวันใหม่ที่ดี

pexels-photo-5
3.กำหนดเวลาห้ามรบกวน

คนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ นอกจากใช้เวลาอยู่คนเดียวสูงแล้ว
พวกเขายังมักที่จะกำหนดเวลาห้ามรบกวนเสียด้วย
เนื่องจากเขารู้ดีกว่า ช่วงเวลาทำงานเป็นช่วงที่ควรให้ความสำคัญอย่างมาก
ไม่ควรใหเรื่อง ไร้สาระ หรือการคุยเล่น การขอความช่วยเหลือที่ไม่เป็นเรื่อง
มารวบกวนการทำงาน หรือการใช้ความคิดที่สำคัญของเขา

 

 

startup-photos4.กำหนดเวลา เช็ค email และ social ช่วงใดช่วงนึงของวันเท่านั้น

เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ปัจจุบันผู้ประกอบการยุคใหม่ ในยุค 4.0 นี้จะ
ขาดการ check email และ ความเคลื่อนไหวต่างใน social แต่การเข้าไปเช็ค เรื่องราวเหล่านี้
บางครั้งก็ เผลอใช้เวลามากกว่า 40 นาทีเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้
ผู้ที่เคร่งครัดเรื่องเวลาและมีเป้าหมายชีวิต ที่แน่นนอนส่วนใหญ่มักจะเคร่งครัดในเรื่องการ จัดเวลายุ่งกับเรื่องพวกนี้เป็นพิเศษเชี่ยวล่ะ

 

apple-iphone-books-desk5.มีรายการ สิ่งสำคัญที่ต้องทำ 3 อันดับแรก ในแต่ละวัน

ถึงแม้การวางแผนในแต่ละวันเป็นเรื่องสำคัญ แต่เคล็ดลับพิเศษก็คือคุณต้องรู้จักที่จะวางแผน ว่า วันนึงต้อง
ทำรายการที่สำคัญ 3 อย่างในวันนั้นให้บรรลุให้ได้ เพราะรายการ 3 อย่างนี้ทราบดีกว่า เป็นเรื่องที่มีผลต่อการงานและการใช้ชีวิตมาก

04
6.มีสมุด บันทึก เพื่อบริหารระบบจัดการเวลาของตัวเองให้ดีสุด

การมีสมุดจดสักเล่มเหมือน ๆ ไดอารี่นั้น อาจจะดูล้าหลังแต่เชื่อเถอะว่า การที่มี to-do-note ติดตัวไว้ตลอดนั้น
ยังคงเป็นเรื่องสำคัญเสมอ แต่หากบางคนไม่ชอบที่จะพกสมุดล่ะก็มีแอพหลาย ๆ อย่างในมือถือเนี่ยช่วยคุณได้เยอะเลย

 

05
7.จัดระเบียบพื้นที่ทำงานของคุณ

การจัดระเบียบพื้นที่ทำงานของคุณให้เป็นระเบียบนั้น นอกจากจะทำให้คุณฝึกการจดจำ การคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว
การหาเอกสารสำคัญนึงมาใช้ ก็จะสามารถทำได้โดยง่าย โดยเรื่องที่กล่าวมานี้ รวมถึงการจัดระเบียบไฟล์ใน คอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน

ท้ายสุดแล้วการทำงานอย่างชาญฉลาดนั้น ไม่ใช่แค่ว่าต้องใส่ใจกับงานเพียงเท่านั้น แต่คุณต้องรู้จักตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นข้อเด่นหรือข้อด้อยของคุณ
เพื่อที่คุณจะสามารถรีดความสามารถของคุณมาให้ได้หมดจด เหมาะสมกับช่วงเวลานั้น ๆ
แล้วในที่สุด คุณก็จะสามารถ บริหารเวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้งานมากขึ้นในเวลางานที่น้อยลง