สวัสดีค่ะ วันนี้จะมานำเสนอข่าวที่หลายคนกำลังให้ความสนใจอยู่นั่นคือ ข่าว “ดีเดย์ 21 ก.พ. 60 รัฐบาลให้กู้เงินใช้หนี้นอกระบบ กู้ได้คนละ 5 หมื่นบาท” ซึ่งในเนื้อหาข่าวที่กำลังเป็นกระแสนี้ เรียกได้ว่ามีหลาย ๆ คนกำลังให้ความสนใจว่า จะกู้ดีไหม?

a2_95

ซึ่งหากดูตามรายละเอียดของเนื้อหาข่าวตาที่ช่อง 3 ได้นำเสนอวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ที่รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติโครงการสินเชื่อรายย่อยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยหวังแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ วงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ซึ่งผู้ที่สนใจและเข้าข่ายสามารถขอกู้ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

”   ทั้งนี้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรสามารถกู้ได้ที่ ธนาคารออมสิน และสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 5 หมื่นบาท ระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 5 ปี ดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือน หรือ 10% ต่อปี ต้องมีบุคคลค้ำประกันอย่างน้อย 1 คน หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้จากรายได้และค่าใช้จ่ายรวมของบุคคลในครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งจะสามารถตรวจสอบประวัติการชำระหนี้จากเครดิตบูโรได้ แต่จะไม่นำมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาสินเชื่อ”

…เอาล่ะคะ หากมาลองพิจารณาดูแล้ว ดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือนหรือ 10% ต่อปีนี่ก็เรียกได้ว่า ดูน่าสนใจมากเลยนะคะ สำหรับหลาย ๆ  คนที่ได้ติดตามข่าว ก็มีแนวโน้มออกมาว่า “ฉันตกลงจะกู้เพื่อมาลงทุนหรือใช้หนี้อะไรสักอย่างกับโครงการนี้ล่ะ”

a1_113

…แต่ทว่า… ลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการกู้ “ที่ควรคำนึงอยู่เสมอทุกครั้ง” ก็คือ

  1. ความจำเป็นในการใช้เงิน
  2. ความคุ้มค่า รวมถึงราคาดอกเบี้ย
  3. ความยากง่ายในการเข้าถึงบริการ

ซึ่งเหตุผลที่ยก 3 ข้อด้านบนมาให้คิดกันก่อนก็เพราะว่า ตามที่เคยเจอมา จากหลาย ๆ คนที่มีปัญหาเรื่องหนี้ ส่วนใหญ่ก็มักจะมาจาก การใช้่เงินเกินตัวจนเกิดหนี้ หรือการกู้มาเพื่อซื้อของตอบโจทย์กิเลส แต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตค่ะ ยกตัวอย่างเช่น  มือถือมีไว้สื่อสาร หากช่วงที่มีเงินน้อย ก็ควรซือแต่พอโทรได้ หรือหากเป็น smart phone ก็ควรเอารุ่นที่เหมาะกับการใช้งานแบบธรรมดา ๆ ใช้งานได้ไปก่อน แต่หลาย ๆ คน ที่มีปัญหาเรื่อง หนี้ ส่วนใหญ่มักจะ กู้เงินมาเพื่อซื้อ โทรศัพท์ราคาแพง  หรือใช้เพื่อกิจกรรมบางอย่างที่ตอบสนองกิเลสตัวเองแต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตค่ะ

 

ซึ่งหากให้มาเปรียบเทียบระหว่างกู้ในระบบ และนอกระบบนั้น หากถามตัวส้มเองว่าอันไหนดีกว่า และแนะนำอันไหน ส่วนตัวก็ขอแนะนำให้ ลอง ๆ คุยหลาย ๆ ที่ก่อนค่ะ อย่าใช้ความคิดว่า “เราต้องไปง้อกู้เขา” แต่ลองคิดเสียว่า “ใคร ๆ ก็อยากให้เรากู้” เพราะเราเป็นคนมีวินัยทางการเงินที่ดี และกู้มาเพื่อลงทุนค่ะ   ซึ่งหากคุณคิดด้วยความคิดนี้แล้ว บางที คนที่คุณไปกู้จากที่เขาเป็นเจ้าหนี้เงินกู้คุณ บางทีแล้วเขาก็อาจจะกลายมาเป็น ผู้ร่วมลงทุนกับคุณอีกด้วยค่ะ

 

ส่วนสุดท้ายนี้สรุปสั้น ๆ อีกครั้งสำหรับคนอยากอ่านสั้น ๆ นะคะ คือส่วนตัวส้มมีความเห็นว่า ไม่ว่าจะกู้นอกระบบ หรือกู้ในระบบ ถ้าพูดในเรื่องความคุ้มค่า ก็ลองพิจารณาดูดี ๆ เพราะหลาย ๆ ที่เขาก็มีการบริการที่แตกต่างกัน ซึ่งรวมถึงเรื่องดอกเบี้ย บางทีกู้นอกระบบ อาจจะมีบางเจ้าให้ราคาดีกว่า บริการดีกว่า ก็เป็นได้ค่ะ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงอยากแนะนำว่า ลองเปรียบเทียบหลาย ๆ ที่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องมั่นใจนะคะ ว่าการกู้ครั้งหนี้คือการกู้มาลงทุน”   เพราะการกู้มาลงทุน ยังไงคุณก็มีแต่ได้กับได้ แต่หากกู้มาซื้อของ ของมีแล้วก็เสียตามการเวลา   และที่สำคัญก็คือ “อย่าตามกระแส” หรือเชื่อกระแส “ที่ว่าดี” จนมากเกินไป  ให้วางแผนการกู้แต่ละครั้งอย่างมีจุดหมายชัดเจน  เพียงเท่าหนี้ส้มก็มั่นใจว่า ไม่ว่าจะกู้กับโครงการของารัฐฯ หรือเอกชน คุณก็จะสามารถ สร้างเครดิตดี ไม่มีหนี้เสียแน่นอนค่ะ

 

krobkruakao_logoขอบบคุณภาพและข่าวจาก

 


หากพูดถึงเรื่องการใช้เงินในชีวิตประจำวันแล้ว เรื่องของภาษี ถูกเรียกได้ว่าเป็นเรื่องไกล้ตัวที่หลาย ๆ คนมองข้ามมากที่สุด เนื่องจากยังมีบางอาชีพ ( ที่ยังต้องยอมรับกันตามความจริงว่า ) คอยเลียง หรือมีวิธีการลดการจ่ายค่าภาษี เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด ซึ่งหากมาพูดในแง่ของ มนุษย์ทำงาน หรือผู้ที่ทำงานประจำบ้าง ก็จะเริ่มพบว่่า “ภาษี” เริ่มมามีบทบาทตั้งแต่เริ่มทำงาน

25751311282_8a4ea8b0b5_o

เช่นเมื่อ นาย ก. เริ่มเข้าทำงานที่บริษัท A นับตั้งแต่วันแรก ที่นาย ก. ได้รับค่าจ้าง  เงินค่าจ้างของนายก. ก็จะถูกหักภาษีออกไปโดยอัติโนมัติ ด้วยเหตุนี้ นาย ก. หรือมนุษย์ เงินเดือนปกติคนนึงที่เหมือน ๆ คนอื่น ก็ย่อมหาวิธี ลดหย่อนภาษีด้วยวิธีการต่าง ๆ

ซึ่งในปัจจุบันก็เรียกได้ว่า มีนโยบาย และโปรโมชั่นจากทางภาครัฐ และเอกชนต่าง ๆ ออกมามากมาย ให้สามารถซื้อสินค้าได้ โดยได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ออกมาเป็นช่วงอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งหากมองในแง่หนึ่ง การออกโปรโมชั่นเกี่ยวกับการลดหย่อนค่าภาษีนั้น ก็เป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นให้ มนุษย์เงินเดือน หลาย ๆ คนออกมาใช้จ่ายมากขึ้น โดยอาจจะได้สิทธ์ในการ นำค่าใช้จ่ายนั้นมาเป็นส่วนลดค่าภาษี แต่หากมองในอีกแง่มุมนึง นโยบาย หรือโปรโมชั่น การจับจ่ายโดยนำเรื่องของการ ลดหย่อนภาษีมาเป็นหัวข้อล่อใจนั้น ก็เป็นเรื่องที่ ทุกคนควรตัดสินใจให้ดี ว่ามีความคุ้มค่า หรือไม่

 

โดยสามารถสรุปเป็นข้อ คิด 3 ข้อ ดังนี้ค่ะ

1.ตรวจสอบสิทธ์ตัวเองให้ดีเสียก่อน ว่าต้องเสียภาษีหรือไม่

ในข้อแรกนี้ อยากให้คุณตรวจสอบให้ดีว่า ในแต่ละปีคุณมีค่าใช้จ่ายด้าน “ภาษีรายได้” อยู่เท่าไร? เช่นยกตัวอย่าง โปรโมชั่นช่วงปลายปีที่ออกมา ในหัวข้อช้อปช่วยชาติ “เก็บใบเสร็จมาลดหย่อนดภาษีได้ถึง 15,000บ.” ซึ่งในเรื่องนี้อยากเรียนให้ทราบตามตรงว่ามนุษย์เงินเดือน หลาย ๆ คนเมื่อรวมรายได้ต่อปีแล้ว ภาษีรายได้ยังไม่ถึง 15,000บ. เลยคะ  ยกตัวอย่างเช่น

หากนายก. ทำงานได้เงินเดือน 20,000 ในหนึ่งปี = 20,000×12เดือน = มีรายได้ 240,000 บาท.ต่อปี
จากนั้นให้นำรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่าย 60,000* บาท + หักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท = เงินได้สุทธิ 150,000 บาท
* ค่าใช้จ่ายส่วนตัว  40%  (แต่ไม่เกิน 60,000 บาท)
จากนั้นก็ให้ไปดูเงื่อนไขในการจ่ายภาษีรายปีค่ะ 

ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี

  • รายได้ต่ำกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
  • รายได้สุทธิในช่วง 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
  • รายได้สุทธิในช่วง 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
  • รายได้สุทธิในช่วง 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
  • รายได้สุทธิในช่วง 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
  • รายได้สุทธิในช่วง 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
  • รายได้สุทธิในช่วง 2,000,001 – 4,000,000 บาท เสียภาษี 30%
  • รายได้สุทธิในช่วง 4,000,001 – 20,000,000 บาท เสียภาษี 35%
  • รายได้มากกว่า    20,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 37%

ซึ่งกรณีของ นาย ก.ที่ได้เงินเดือนค่าจ้าง 20,000/เดือนนั้น เรียกได้ว่า “ไม่เข้าเกณฑ์การเสียภาษีเลยค่ะ เพราะมีรายได้สุทธิต่อปีจริง ๆ อยู่ที่ ไม่เกิน 150,000

toon-psom-noเมื่อรู้ดังนี้แล้ว!! สิ่งที่นาย ก. ต้องทำก็คือ การขอภาษีรายได้ที่นายจ้างหักไป ในแต่ละเดือน คืนค่ะ เพราะตาม ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี ที่แสดงบน นาย ก. มีรายได้ไม่เกิน 150,000 ต่อปี  นั่นก็เท่ากับว่า หากมีโปรโมชั่น ช้อป-ช่วย-ชาติ ลดหย่อนได้ 15,000 ออกมาอีกนี่ ก็แปลว่า …. เอามาใช้ไม่ได้เลยค่ะ  ด้วยเหตุนี้   สิ่งที่สำคัญสุดก่อนจะเข้าร่วมโครงการหรือโปรโมชั่นก็ควนศึกษาให้ดีก่อนค่ะ่ ว่าในแต่ละปี มีค่าใช้จ่ายด้านภาษีรายได้เท่าไรกันแน่

 

ข้อ 2 มีสติ อย่าเพิ่งหลงไปกับคำเชื่อที่บอกต่อ ๆ กันใน โปรโมชั่น อย่าพยายามลดหย่อนมากเกินไป

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณรู้อยู่แล้วว่า คุณจัดอยู่ในประเภท ผู้ที่ต้องจ่ายภาษี 10% ต่อปี เฉลี่ยแล้วเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ซึ่งหากพูดตามจริงโปรโมชั่นลดหย่อนภาษีก็มักจะออกมาเป็นช่วง ๆ เท่านั้นเช่น ปลายปี ต้นปี หรือเทศกาลบางเดือน ซึ่งหาก คุณต้องการลดหย่อนเงินภาษีเป็นจำนวน 10,000 บาท นั่นหมายความมว่าในช่วงเดือนนั้นคุณจะต้องซื้อของเป็นจำนวนเงินมากถึง 100,000 บาททีเดียว !!! ….    ซึ่งในข้อนี้อยากให้คุณลองมองความจำเป็นว่า สิ่งที่จะซื้อนั้นจำเป็นหรือไม่ และท้ายสุดคนที่จะได้ประโยชน์ ในการซื้อของครั้งนี้ของคุณ จะเป็นตัวคุณ หรือเป็นร้านค้าในห้างกันแน่?

toon-psom-oh…น่าคิดใช่ไหมคะ?

ข้อ 3 โฟกัสที่ผลตอบแทน

จริงอยู่ที่ ทั้งหลาย ๆ หน่วยงานในภาครัฐและเอกชน ร่วมมือกันออกโปรโมชั่นลดหย่อนภาษีกันมากมาย จนเรียกได้ว่า อันนี้ก็ล่อตา อันโน้นก็ล่อใจ  …นี่ก็มือถือ..ลดได้…. กล้องที่ชอบก็ลดได้… ซื้อรถก็ลดได้…. หรือจะเที่ยววว …ก็ยังลดได้!   ซึ่งในเรื่องการลดหย่อนภาษีนี้ ส้มอยากจะให้ผู้อ่าน โฟกัสหรือให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ผลตอบแทน” มากกว่่าความชอบ หรือความรู้สึกชั่ววูบค่ะ เพราะยกตัวอย่างเช่น หากคุณอยากมีรายได้เพิ่มเป็นช่องทางที่สอง นอกจากงานประจำแล้ว การลงทุนในกองทุนบางอย่างที่สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่น LTF ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจค่ะ ซึ่งในเรื่อง LTF นี้นอกจากจะลดหย่อนภาษีได้แล้ว เผลอ ๆ บางทีหากศึกษาให้ดีคุณก็ยังได้กำไรจากกองทุนเหล่านี้อีกด้วยค่ะ  ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในโครงการลดหย่อนภาษี ก็คือ “ผลตอบแทน” ที่คุณจะได้รับค่ะ เพราะผลตอบแทน เหล่านี้จะหลายเป็น กระแสเงินที่จะช่วยสร้างอนาคตเครดิตการเงินที่ดีของคุณในอนาคตด้วยค่ะ

 

business-money-pink-coins

โดยท้ายนี้หวังว่า เมื่อคุณได้อ่าน 3 ข้อคิดที่ควรทราบก่อน ลดหย่อนภาษี ของทุกอาชีพ!  จะได้รับข้อคิดดี ๆ และเป็นแนวทางในการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับ การสร้างเคตรดิตทางการเงินของคุณนะคะ

 

ปล.มีบางอาชีพเช่นอาชีพแม่ค้า พ่อค้าส่วนใหญ่ อาชีพเหล่านี้ เรียนตามตรงว่าหลาย ๆ ท่านไม่ได้ยื่นภาษีกัน ก็แปลว่า.. จริง ๆ บางเรื่อง นโยบายการ ลดหย่อนภาษีอาจจะไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณก็ได้ค่ะ แต่ด้วยความหว้ังดี หากอาชีพเหล่านี้ ต้องการเงินลงทุนเพื่อสร้างเครดิต ดี ขยายร้าน ขยายสาขา เรื่องการยื่นภาษีรายได้รายปี ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ค่ะในการสร้างเครดิตทางการเงินที่่่ดีค่ะ


คงเคยได้ยินคำสุภาษิตคำว่า “สี่เท้ายังรู้ พลาดนักปราชน์ยังรู้พลั้ง” กันมาบ้างใช่ใหมค่ะ? ที่เกริ่นแบบนี้ให้ฟังก่อนก็เพราะว่า หลาย ๆ คนที่มีปัยหาด้านการเงิน จนเป็นหนี้เสียมากกว่า หนี้ดีนั้น มักเกิดจาก ความชะล่าใจหรือ เกิดจากความมั่นใจเกินตัวที่ ว่า ตัวเองสามารถควบคุมเรื่อง การใช้จ่ายเรื่องเงินได้ดี แต่สุดท้ายก็มีหลาย ๆ คนเป็นกรณีตัวอย่างมาให้เห็นกันบ่อย ๆ ว่า กลายมาเป็นหนี้เพราะใช้เงินเกินตัวนั่นเองค่ะ

ใช้เงินเกินตัว

ซึ่งในบทความนี้ ส้มจะมาบอกถึง สัญญาณเตือนเล็ก ๆ 4 ข้อที่ เป็นสัญญาณภัยที่กำลังบอกคุณว่า “คุณเข้าไกล้การเป็นหนี้” ระดับไหนแล้วค่ะ

 

สัญญาณเตือนข้อ 1 :: คุณไม่มีเป้าหมายในการใช้เงิน

สำหรับเรื่องเป้าหมายเรียกได้ว่า เป็นข้อที่สำคัญสุดอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ค่ะ โดยเป้าหมายนี้ ไม่ใช่ว่า เป็นการเก็บเงินหรือหาเงินเพื่อซื้อของสนองกิเลสอย่าง มือถือ เสื้อผ้าหรู แต่เป้าหมายในการใช้เงินนี้ ควรเป็นเป้าหมายที่เกี่ยวกับ การ”ออม” เพื่อลงทุน  หรือออมเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ แบบนี้ก็ได้เหมือนกันค่ะ ซื้อเป้าหมายที่ ยิ่งใหญ่แบบนี้ มักจะทำให้คุณเกิดแรงบรรดาลใจ ที่จะมีวินัย ในการใช้เงินในแต่ละวันอย่างมีระเบียบมากขึ้นค่ะ

 

สัญญาณเตือนข้อ 2 :: คุณรูดบัตรเครดิตมากเกินไป

ถึงแม้บัตรเครดิตหลาย ๆ ค่ายจะมีโปรโมชั่นน่าสนใจ ให้ชวนรูดมากเท่าไรก็ตาม แต่รู้หมือไร่ เอ้ยรู้หรือไม่ค่ะว่า การใช้บัตรเครดิตรูดจ่ายแทนเงินสดมาก ๆ นั้นก่อให้เกิดความเคยชิน และในที่สุดก็จะเคยตัว ใช้เงินเกินตัวกันเป็นแน่นอนค่ะ ซึ่งนิสัยการใช้บัตรเครดิตนี่ถ้าเป็นไปได้ และกำลังรู้ว่าตนเอง กำลังมีพฤติกรรมแนวนี้ ก็ให้คุณลอง ใช้เงินสด ติดตัว กดเพื่อจ่ายเงินเสียบ้างค่ะ

 

สัญญาณเตือนข้อ 3 :: คุณผลัดวันประกันพรุ่งมากขึ้น

หากคุณกำลังรู้สึกว่า “โธ่…เงินแค่นี้เดี่ยวค่อยจ่าย” ล่ะก็ นี่ก็เป็นอีกสัญญาณภัยค่ะว่า  คุณมีโอกาสที่จะใช้เงินเกินตัว  เพราะว่ามีโอกาสสูงที่คุณจะลืมว่าเงินในบัญชีที่สามารถใช้ซื้อของตามกำลังเรานั้นจริง ๆ แล้วมีเท่าไร

 

สัญญาณเตือนข้อ 4 :: คุณใช้เงินฟุ่มเฟือย

เรียกได้ว่า นิสัยฟุ่มเฟือยนั้น ส่วนใหญ่มักจะเกิดมาจาก นิสัย ข้อ 1 2 3 เรียงตาม มาจนเป็นนิสัยข้อสุดท้ายคือข้อ 4 นิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยค่ะ  พอมาถึงข้อนี้ นอกจากคำว่าคุณมีโอกาสใช้เงินเกินตัวแล้ว ยังเป็นไปได้สูงที่ว่าคุณจะเป็นหนี้อีกด้วยค่ะ

 

สำหรับ 4 สัญญาณเตือน ที่เล่ามาข้างต้นนี้ เรียกได้ว่านอกจากจะเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังใช้เงินเกินตัวแล้วยังเป็นสัญญาณ สำคัญที่กำลังบอกว่า “คุณมีโอกาสสูงมากกก กำลังจะเป็นหนี้อีกค่ะ”  ซึ่งสุดท้ายหนี้ ส้มก็หวังว่าคนที่กำลังจะมีปัญหาเรื่องใช้เงินเกินตัวกันเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว  คุณจะปรับแก้ และจัดการกับสัญญาณภัยเหล่านี้กันได้นะคะ  เพื่อสุดท้ายแล้วคุณจะได้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องหนี้ให้ปวดหัวกันอีกค่ะ


สำหรับหลาย ๆ ท่านที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการปลดหนี้ส่วนใหญ่ ปัญหาที่ตามมาจากการปลดหนี้ก็คือมักจะไม่มีเงินออมไว้ ลงทุนหรือ ออมไว้ฉุกเฉินเลย โดยในบทความนี้จะมาพูดถึงการปลดหนี้อย่างไรให้มีเงินออมเหลือเก็บกันค่ะ

wallet-cash-credit-card-pocket

เริ่มแรกเลยอยากให้ลองทำความเข้าใจเกี่ยวกับการ ใช้หนี้ของคนทั่วไปก่อน ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. เป็นหนี้บัตรอยู่ โดยมีภารหนี้บัตรที่ต้องจ่าย มากถึง 60% ของรายได้ประจำจากการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน นาย ก.ก็เลยแบ่ง เงิน 40% เป็นค่ากิน อีก 60% เป็นการใช้นี้ ซึ่งลักษณะการ จัดสรรเงินแบบนี้เราเรียกว่า ได้มา 100% ใช้ไป 100%  หรือคือได้มาเท่าไร ใช้ไปเท่านั้น

ซึ่งโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่หลาย ๆ คนที่มีหนี้ก็มักจะมีพฤติกรรมแบบนี้คล้าย ๆ กันค่ะ จึงทำให้ “หนี้” ที่เกิดมานั้น ใช้เวลายาวนานในการปลดหนี้ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีเงินทุนอื่นมาช่วยโปะหนี้ให้หมด หรือมีช่องทางรายได้ทางอื่น ๆ มาช่วยปลดหนี้ค่ะ

โดยเทคนิกในการปลดหนี้ ให้มีเงินออมนั้นจริง ๆ แล้วเริ่มง่าย ๆ ด้วยพื้ฐานสำคัญ 5 ข้อดังนี้ค่ะ

pexels-photo-40120

1.แยกประเภท หนี้  ระหว่างหนี้ที่เสียเปล่า และหนี้ที่ทำให้เกิดรายได้

สำหรับพื้นฐานข้อแรกนี้อาจจะเรียกว่า หนี้ดี กับหนี้ เสียก็ได้ค่ะ ซึ่งหนี้ดีก็คือ หนี้ที่เป็นแล้วสร้างรายได้ให้กับเรา  ( เช่นการลงทุนซื้อของเพื่อขายต่อในราคาที่สูงขึ้น ) ส่วนหนี้เสียก็คือหนี้ที่เสียเปล่า (เช่นการผ่อนกระเป๋าแบรนด์ ซื้อของหรู ๆ ที่เกินความจำเป็น)

bloggerjob

2.สร้างสภาพคล่องทางการเงินด้วยการ แยกประเภท หนี้ระยะสั้น และหนี้ระยะยาว

ในลำดับถัดมาหลังจากรู้ว่าอะไรเป็นหนี้ดี หนี้เสียตามข้อแรกแล้ว  การแยกประเภทหนี้ระยะสั้น และหนี้ระยะยาวก็สำคัญ  ซึ่งบางคนอยากใช้หนี้ให้หมด ๆ ไปแต่ก็ต้องแลกมากับการทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต หรือเก็บหอมรอมริบจนเกินไป เหนียวจนเกินไป จนสุดท้ายก็ป่วย แบบไม่ตั้งใจ แต่ไม่เงินเงินออมรักษา เพราะสภาพคล่องทางการเงินไม่มี  ด้วยเหตุหนี้ เมื่อคุณเริ่มเข้าใจว่าตอนนี้คุณอยู่ในสถานการณ์ ที่ตึงงงงง  จนเกินไปแล้วละก็  ถ้าหากเราสามาถยืดระยะเวลา หนี้ระยะสั้นให้เป็นหนี้ระยะยาวได้ล่ะก็ จะเป็นอีกทางออกหนึ่งที่จะทำให้คุณเกิดสภาพคล่องทางการเงินได้ ซึ่งในลำดับที่ 2 นี้ให้คุณแยกประเภทหนี้ ระยะสั้น และหนี้ระยะยาวไว้ก่อนนะคะ

person-woman-hotel-laptop-696x371

3.จดบัญชีรายรับรายจ่าย

หลังจากที่แยกประเภทหนี้แล้ว และรู้จักหนี้ตัวเองดีแล้ว ตามข้อ 1 และข้อ 2  ในข้อ 3 นี้ให้คุณลอง list รายการของรายจ่ายที่จำเป็นออกมาจริง ๆ แล้วก็จะพบว่าในแต่ละวันเราเสียเงินเปล่าโดยใช่เหตุไปกับอะไรบ้าง เช่นค่าไอศกรีม แพง ๆ อาหารแพง ๆ  โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อคุณเป็นหนี้แบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามคือ คุณต้องรู้ว่า ในแต่ละวัน คุณสามารถซื้ออะไรได้หรือไม่ได้  จากนั้น เมื่อตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว  ในขั้นตอนที่ 3 คุณก็เริ่มจะเห็นเงินออมที่คุณพอจะมีได้แล้วล่ะค่ะ

TIPs:

  • ถ้าหากคุณต้องการเพิ่มเงินออมในแต่ละเดือนให้มีมากขึ้น แถมปัจจุบันคุณยังมีสภาวะไม่ยืดหยุ่นทางการเงิน (คือจะซื้อะไรก็ไม่ได้)  การเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อเปลี่ยนหนี้ระยะสั้น ให้เป็นหนี้ระยะยาว ก็เป็นอีกทางเลือกนึงค่ะ เพราะสมมติว่า หากปกติคุณมีภาระต้องจ่าย 6,000บ./ด. หมดนี้ใน 5 ปี แต่คุณสามรถยืดเวลาให้เป็น 10ปีและลดภาระที่ต้องจ่ายเป็น 3,000-4,000 ได้นั้น เงินจำนวน 2,000 ในแต่ละเดือนถึงอาจจะดูไม่มาก แต่ เงินจำนวนนี้คุณก็ยังสามารถนำมาลงทุนให้เกิดกำไร หรือเปลี่ยนเป็นเงินออมก็ได้ค่ะ

img_8516

4.ขอคำปรึกษาจากเจ้าหนี้ หรือผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับข้อ 4 นี้ เรียกได้ว่าเป็นทางออกที่คนเป็นหนี้หลาย ๆ คนไม่อยากทำ แต่เชื่อเถอะค่ะ นี่คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะการขอคำปรึกษาจากเจ้าหนี้นั้น  ผู้ให้กู้ก็อยากให้ผู้กู้ มีเงินจ่ายหนี้ตามสัญญาครบ ไม่เป็นหนี้เสีย หรือหนีหนี้แล้วต้องตามให้เสียอารมณ์ ด้วยเหตุนี้ ในสถานการณ์ที่รุมเร้าคุณมาก ๆ จนบางทีคุณอาจจะไม่มีไอเดียดี ๆ ในการจ่ายหนี้ให้ หมดไวที่สุด ทางออกก็คือหาผู้เชี่ยวชาญและรู้ช่องทางการผ่อนผันการ จ่ายหนี้มากที่สุด นั่นก็คือเจ้าหนี้ หรือผู้ให้คำปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ ก็เป็นอีกทางออกนึงที่ดีค่ะ

reading

5.สุดท้ายคือ มองโลกในทัศนะคติเชิงบวก เข้าไว้

ปัญหาของทุกคนที่เป็นหนี้ก็คือ มักมีทัศนะคติเชิงลบกับทุกอย่าง มีบางกรณีมีผู้ต้องการหยิบยื่นความช่วยเหลือแต่ ผู้เป็นหนี้กลับมองว่าเป็นการ พูดจาเย้ยหยันเสียมาก ด้วยเหตุหนี้ หากมีใครมาให้คำแนะนำในการปลดหนี้ ก็พยายามมองโลกในแง่บวกเข้าไว้ ให้คิดแต่แง่ที่เป็นไปได้  ( มีคำถามว่าถ้าหากคิดแล้วเป็นไปไม่ได้ล่ะ – ง่ายมาก หากคุณคิดแล้วเป็นไปไม่ได้ ก็ให้คนที่เสนอความคิดว่าเป็นไปได้ ทำได้ ลองเปิดใจให้เขาช่วยดูสิ ไม่แน่เขาอาจจะมีทางออกที่ดีจนคุณนึกไม่ถึงก็ได้ )

toon-psom-noยังไงก็อยากขอฝากไว้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของการปลดหนี้ก็คือ “พยายามอย่าไปเป็นหนี้เพิ่มอีก” ค่ะ ซึ่งหากมีหนี้อยู่ก็พยายามเรียนรู้ รายรับรายจ่าของตัวเองให้ดี รวมถึงรู้จักหนี้ของตัวเองให้ดี และท้ายสุด หากเป็นไปได้ การออมเงินในขณะที่เป็นหนี้ของคุณควรจะมีเป้าหมายสำคัญ ๆ เช่น ออมไว้เผื่อฉุกเฉิน อุบัติเหตุ ทำนองนี้ หรือหากออกมไว้ลงทุนแบบนี้ ก็จะทำให้คุณมีกำลังใจในการออมและมีวินัย ในการออมและปลดหนี้ที่ดีได้ค่ะ

สุดท้ายนี้อย่าลืมแชร์ บทความเรื่อง “ปลดหนี้อย่างไรให้มีเงินออม” ให้คนที่คุณแคร์ หรือคนที่กำลังมีปัญหาเรื่องหนี้อ่านนะคะ เผื่อเป็นแสงสว่าง และทางออกในการจัดการหนี้ค่ะ  ขอบคุณค่ะ


หากพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจ ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น การใช้เงินแลกเปลี่ยนก็ถือว่าเป็น เรื่องสากลของโลกไปแล้วตั้งแต่ธุรกิจยุค 1.0 และ 2.0 แต่ พอเริ่มยุค 3.0 ที่ผู้บริโภคเรียกได้ว่า เลือกได้นั้น ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ สร้าง “ธุรกิจทางเลือก” ขึ้นมาบริการเพื่อตอบโจทย์คนยุค 3.0 หรือตั้งแต่ Gen Y ได้ดีเป็นอย่างมาก โดยเมื่อเริ่มเข้ายุค 4.0 ผู้ประกอบการ หลาย ๆ ท่านอาจจะเริ่มสังเกตุว่าธุรกิจที่ต้องวิ่งเข้าหาหน้าร้านเพื่อซื้อของ หรือจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินสดนั้น ลดลงไปอย่างมาก ในบทความนี้จะมาพู่ดถึงสาเหตุและ 5 สัญญานเตือน กันค่ะ ว่าอนาคตของ ธุรกิจ”เงินสด”นั้นจะเป็นอย่างไรบ้างในยุคปัจจุบันหรือที่เรียกกันว่า ยุค 4.0 นั่นเองค่ะ

pexels-photo

ก่อนอื่น อยากให้ลองสังเกตุห้างบางห้างที่เน้นขาย คอมพิวเตอร์ดูก็จะพบว่า ในช่วง เปลี่ยนถ่ายจากยุค 3.0 สู่ยุค 4.0 ที่ผ่านมานั้นก็มีร้านที่ล้มหายตายจากกันไปมากเนื่องจากสาเหตุหลัก ๆ ที่พบได้ก็คือ “การตลาดทางเลือก” ซึ่ง “การตลาดทางเลือก” นี้ในสมัยธุรกิจยุค 2.0 นั้น เริ่มแรกอาจจะคุ้นหูจากคำว่า”ขายของออนไลน์  และเมื่อก้าวสู่ยุค 3.0 การตลาดทางเลือกนี้ก็ได้รับคำนิยาม ใหม่ว่า “ธุรกิจ E-commerce” โดยในยุค 2.0 และ 3.0 ที่ผ่านมานั้น อาจจะไม่ใช่หัวข้อสำคัญที่คน พูดถึงเป็นประเด็นหลักกันนัก แต่ทว่า ในช่วงปี 2559-2560 นี้ ทั้งทางภาครัฐและเอกชน ต่างก็ตอบรับ “การตลาดทางเลือก” ด้วยเพราะสาเหตุที่ว่า “เทคโนโลยี” มีการเติบโตเป็นอย่างมาก

และก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อธุรกิจด้านเทคโนโลยีสมารทโฟนเติบโตได้มา ราคาสินค้าก็ถูกลงจนคนสามารถ มีสมาร์ทโฟน ติดตัวได้ในราคา หลักร้อยจนถึง พันกว่าบาท  ซึ่งสิ่งที่สำคัญต่อด “การตลาดทางเลือก” นั่นก็คือ “สมาร์ทโฟน 1 เครื่องก็เปรียบเสมือน TV หรือ Brochure และ sales”  ที่เจ้าของธุรกิจสามารถสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงได้อย่างง่ายดายใน 15 นาที

และด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภค ทีเ่ปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เวลาว่างมาดู TV กลายเป็นเล่น Social / Chat แทนแล้ว จึงทำให้ “การตลาดทางเลือก” กลายมาเป็น “การตลาดหลัก” ที่ทุกคนให้การยอมรับว่า ได้ผลตอบรับดีกว่าการสื่อสารในยุคเก่าผ่าน TV, Radio , Leaflet, DirectMail รวมถึง Newspaper หรือหนังสือพิมพ์และการโฆษณาผ่านนิตยาสาร

e-payment

ซึ่งในปี 2557  นี้ก็มีผลสำรวจจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเผยในเรื่องพฤติกรรมการใช้เงินของคนไทยด้าน e-payment ว่าปัจจุบันพบว่า

  1. มีการใช้ Mobile Banking มากสุด 59%
  2. eMoney 50%
  3. Internet Banking 32%
  4. ATM/Debit Card 12%
  5. Credit Card 10%

ซึ่งอัตตราการเติบโตของ ข้อ 1-5 ที่ยกมานี้ ก็คือรูปแบบการใช้จ่ายผ่านระบบ internet หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า e-payment นั่นเองค่ะ โดยจริง ๆ แล้ว 5 ข้อที่ยกมานี้อยากจะเรียกว่าเป็น 5 สัญญานเตือนเลยก็ได้ค่ะ  เพราะว่าถ้าหาก อัตตรา การสมัคร account epayment มากขึ้นเท่าไร นั่นก็แสดงว่า  “ธุรกิจประเภทเงินสด” มีโอกาส “เสี่ยงเจ๊ง” กันมากขึ้นค่ะ

ซึ่งหากนับข้อมูลย้อนหลังไป 3 ปีจากปี 2555-2557 ก็จะพบว่าการเติบโตของธุรกรรมประเภท E-payment มีการเติบโตมากถึง 21% ซึ่งเป็นไปตาม ธรรมชาติที่ยุคเทคโนโลยี online สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉำพาะเมื่อประชากรไทยมี smart phone ใช้กันได้ “ในราคาถูกกก” มากขึ้นค่ะ  แล้วจริง ๆ หากลองนำสถิติย้อนหลังก่อนหน้านี้มาเทียบดูอีกตั้งแต่ปี 2553 – 2557 ก็จะพบว่ากราฟเส้นที่เอาไว้ใช้ทำนาย จะบ่งชี้ว่า ธุรกิจ e-payment จะยิ่งเติบโตด้วยความรวดเร็วค่ะ

สำหรับเรื่อง 5 สัญญานเตือนสำหรับธุรกิจเงินสดนั้น ถ้าสรุปโดยง่ายก็คือ หากธุรกรรมประเภท e-payment เติบโตมากขึ้นเมื่อไร โอกาสในการ ขายสินค้าเงินสดก็มีโอกาสที่จะขายยากมากขึ้น  ซึ่งในยุค 4.0 นี้ส้มคาดว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนการพกเงินสดเป้นพกเงินออนไลน์เสียมากกว่าเดิมอีก ด้วยเหตุที่ว่า  “ไม่ต้องพกเงินสดติดตัว …ไม่ต้องกลัวโดนปล้น”

อันนี้ยกตัวอย่างเช่นเมื่อก่อนจะซื้อทีวีเครื่อง 20,000 ก็ต้องกดเงินสด แต่เดี่ยวนี้นอกจากมีบริการ รูดบัตรจ่ายเงินแล้ว เขายังมีบริการ โอนเงินผ่าน internet หรือ scan QRcode เพื่อชำระเงินอย่าง alipay ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในขณะนี้ค่ะ ( เพราะเห็นได้ทุก 7-11 และร้านชั้นนำ )

นอกจากนี้จากการสังเกตุ ส้มก็ยังคาดว่าไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงหลักหมื่นขึ้นไป หรือราคาต่ำ ตั้งแต่ราคา 200-1,000 บาท ต่อจากนี้ คนก็จะนิยมจ่ายเงินผ่าน มือถือมากขึ้นเพราะ สามารถ จ่ายและคำนวนประวัติการ ใช้จ่ายได้เลย ( อันนี้ยกตัวอย่างของประเทศจีนเขาก็มี ใช้จ่ายกันแล้วนะคะ  เช่นกินอาหารตามสั่งก็จ่ายด้วย wechat/ alipay ได้ )

bloggerjob

สุดท้ายนี้ข้อมูล 5 สัญญาณเตือนที่เป็นช่องทาง e-payment ที่ยกมานั้นอาจจะดูน่ากลัว แต่ถ้าส้มคิดว่าถ้าหากธุรกิจประเภทเงินสดทั้งหลายรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุค มากขึ้น เปิดรับช่องทาง e-payment มากขึ้น ก็อาจจะเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการขายที่ดี เรียกว่า “มาก่อนได้ก่อน” ก็ได้ค่ะ

toon-psom-hengheng

สำหรับบทความนี้ อยากตั้งใจเขียนให้หลาย ๆ ท่านลองตระหนักถึงช่องทางการจ่ายเงินประเภท e-payment ตาม 5 ข้อที่ยกมาแล้วลองนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของท่านดูค่ะ ซึ่งหวังว่าหากท่านได้รับรู้และเห็นช่องทางแล้ว บทความนีั้ก็จะเป็นประโยชน์ของท่านไม่น้อยเลย ยังไงก็อย่าลืมกด like กด shareให้กำลังใจกันนะคะ แล้วส้มจะพยายามนำ เรื่องราวเกี่ยวกับ การเงิน การสร้างเครดิต และบทความดี ๆ มาลงให้อ่านเรื่อย ๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ
( ปล.เขียนวันวาเลนไทน์พอดี ยังไงก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านแฮปปี้วาเลนไทน์นะคะ )

 


สวัสดีค่ะ วันนี้ส้มขอนำคุณมาพบกับเรื่องราวของการหารายได้เสริมที่เรียกได้ว่า เป็นกระแสนิยมของทุกยุคทุกสมัยกันดีกว่าค่ะด้วยเรื่อง อาชีพเสริม ที่หลาย ๆ คนที่กำลังทำงานประจำอยู่ อาจจะยังมองไม่ออกว่า ควรทำอาชีพอะไรดี ที่เหมาะกับตัวคุณแล้วสามารถสร้างรายได้ให้กับคุณจนเป็นกอบเป็นกำจนถึงหลักแสนได้ซึ่งในวันนี้ส้มจะมานำเสนออาชีพ ที่เชื่อว่ามนุษเงินเดือนหลาย ๆ ท่านสามารถทำได้หลังเลิกงานค่ะ โดยขอบอกไว้ก่อนนะคะว่าอาชีพที่ยกมาให้ทราบกันต่อไปนี้ เป็นอาชีพที่เหมาะกับยุคสมัย 2017 สุดๆ ค่ะ

ซึ่งหวังว่าอาชีพนี้จะช่วยปลดหนี้ และสร้างเครดิตดีให้คุณได้ค่ะ

  • อาชีพที่ 1 อาชีพ รับจ้างทั่วไป

    อาชีพเสริมปลดหนี้

    อันนี้เรียกได้ว่า ทำต่อยอดสาขาอาชีพดีกว่าค่ะ เช่น
    หากคุณเป็นนักบัญชี คุณก็รับอาชีพเสริมด้านจัดการบัญชี หรือรับปรึกษาดูแลบัญชี
    หรือหากคุณมีอาชีพด้านกราฟิก ก็รับอาชีพเสริมรับทำ แบนเน่อ รับทำกราฟิก
    โดยในข้อแรกนี้ เรียกได้ว่า มีแต่ได้กับได้ เพราะนอกจากได้ฝึกฝนทักษะในการทำงานประจำแล้ว คุณยังสามารถเสริมประสบการณ์ที่มาพร้อมเงินและความรู้จากการทำงานในสาขาที่ตัวเองถนัดด้วยค่ะ

  • อาชีพที่ 2 อาชีพ บล็อกเกอร์ รีวิวเว่อร์ สร้างแฟนเพจ

    bloggerjob

    สำหรับอาชีพบล้อกเกอร์นั้นถึงดูแล้วได้รับความนิยมลดลงบ้าง แต่ปัจจุบัน ก็ยังมีผู้ทำเป็นเป็นอาชีพหลักอยู่
    แต่ม้ักจะได้เห็นในรูปแบบของ แฟนเพจเฟสบุคเสียมากกว่า เช่น แฟนเพจที่เคยได้ยินกันอย่าง เจี้ยบ จ่า พิกเซล แบบนี้ก็อยู่ในรูปแบบการทำบล้อกเกอร์เหมือนกันเพราะเมื่อไรก็ตามที่ แฟนเพจ หรือบล้อกที่เราทำมีคนติดตามเยอะแล้ว ก็สามารถ ประกาศหาผู้ลงโฆษนา และทำรายได้เสริมได้ ถัดมา อาชีพรีวิว นี้หากถ้าคุณไม่ได้ มีบล้อก ก็ยังมีกลุ่ม ที่รับสมัคร คนทดสอบ รีวิวผลิตภัณฑ์อยู่ ยิ่งหากคุณ ดูแลตัวเอง มีรูปโปรไฟล์ที่หล่อสวย ละก็ รับรองเผลอ ๆ คุณอาจเป็นดาราในข้ามคืน

  • อาชีพที่ 3 อาชีพ นักลงทุน นักเล่นหุ้น นักเก็งกำไร

    นักเก็งกำไร

    อันนี้เรียกว่าเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมมาอยู่เสมอ ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะเหมาะกับผู้ที่พอมีทุนอยู่บ้าง สำหรับการเก็งกำไร ยกตัวอย่างเช่น การซื้อพระเครื่อง ซื้อทอง ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ของเหล่านี้ หากสังเกตุใหเป็นแล้ว รอเพียงเวลาปีนึง ราคาก็อาจเพิ่มสูงถึง 4 เท่า หากมีการเล่นกระแสหรือเป็นที่ต้องการอย่างมาก และไม่ต้องใช้ความรู้มากเสียเท่าไร รวมถึงทฤษฎีอะไรเยอะด้วย แต่หากคุณ มีความรู้ และถนัดด้านตัวเลข การลงทุนในการ เล่นหุ้นก็ถึอว่าเป็นการลงทุนเพื่อสร้างรายได้เสริมที่ได้รับการนิยมเป็นอย่างมากช่องทางหนึ่งอีกเช่นกัน

  • อาชีพที่ 4 อาชีพ ถ่ายภาพ

    อาชีพนักถ่ายภาพขอเพียงคุณถ่ายภาพสวยแล้วลงเว็บ ขายภาพล่ะก็ได้เงินแน่นอน

    ถึงแม้จะดูน่าขันว่า จะสร้างเงินได้อย่างไร แต่ในวงการศิลป วงการกราฟิก ภาพบางภาพก็ไม่ได้หากันง่าย ๆ ด้วยเหตุนี้ ในต่างประเทศจึงมีเว็บใให้บริการ ฝากขายภาพเปิดให้บริการ และมีผู้ซื้อเป็นอย่างมาก
    โดยสิ่งที่คุณต้องทำก็มีแค่เพียง ถ่าย ถ่าย ถ่าย แล้วก็ถ่าย ในสิ่งที่คุณชอบ ก่อน แล้วไปสมัครสมาชิก เว็บขายรูปภาพ ( ลองค้นดูนะมีเพียบ อย่าง shutterstock.com ) ซึ่งหากคุณจับทางถูก ภาพ
    บางประเภทก็จะมีสถิติแสดงให้ดูอีกว่า คนต้องกานรอะไร แล้วสิ่งที่คุณต้องทำก็คือ หาเวลาว่างจากการทำงานเช่น ตอนพัก หรือตอนเลิกงาน วันหยุด ถ่ายรูปเล่น ระหว่างกลับบ้านหรือ ทริปเดินทาง แล้วแทนที่จะแชร์ลง
    เฟสบุค ก็แชร์ลง เว็บขายรูป จากนั้นก็แชร์ลิงของเว็บขายรูปลงเฟสอีกที แบบนี้นอกจาก รับรองว่า การถ่ายรูปครั้งต่อไปของคุณ จะกลายเป็นเงินแน่นอน

  • อาชีพที่ 5 อาชีพ youtuber นักทำรายการ

    online-somrichstory-around-the-word

    ในสมัยก่อน รายการ tv จะสร้างรายได้จากการที่ทำให้ รายการตัวเองน่าสนใจ แล้วจึงมี sponsors มาขอโฆษนา โดยปัจจุบันในยุคดิจิทัลที่ มีการเปิดกว้างให้สามารถเผยแพร่สื่อ สู่สายตาคนทั้งโลกอย่างเสรี ที่ได้รับความนิยมนั้น อาชีพ youtuber ก็เป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้หลักแสนมาแล้วให้กับหลาย ๆ คนโดยวิธีทำก็ไม่ยากเลย เพียงคุณแค่ ทำวีดีโอน่าสนใจยาวอย่างต่ำ 3-5 นาที แล้วลงกับ youtube ให้ดังข้ามคืนอย่าง คลิป “บอกรักผัว” คลิป “เหนียวไก่” ได้ ส้มรับรองได้เลยค่ะว่าชื่อเสียงมา เงินก็จะมาในไม่ช้า หรือถ้าคุณมีหัวคิดครีเอทเป็นคลิปยาว อย่างเช่น บี้เดอะสกา เสือร้องไห้ และอีกหลาย ๆ คน จนสามารถทำเป็นรายการได้ ในไม่ช้าคุณก็จะมีสปอนเซอร์ดัง ๆ มาขอลงเป็นรายปีเองซึ่งในลำดับที่ 5 นี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพยอดฮิตในตอนนี้เลยก็ว่าได้ ที่สามรถสร้างรายได้แบบ passive income ให้คุณ

  • อาชีพที่ 6 อาชีพ “ขายของ” ( ขายตลาดนัด ฝากขาย และขาย online )

    person-woman-hotel-laptop-696x371

    สำหรับอาชีพสุดท้ายนี้ เรียกได้ว่ากี่ยุค ๆ ก็ได้ผล ยิ่งในยุคปัจจุบันที่สามารถ ลงขายของผ่าน internet ได้อย่างอิสระเสรี การขายของ online จึงเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วซึ่งถ้าหากคุณไม่ถนัด online ละก็ ส้มก็อยากให้คุณลองมองหาตลาด ๆ ไกล้ ๆ บ้านดูแล้วลอง ใช้วิธีการ “ฝากขาย” สินค้า หรือถ้าหากคุณมีความถนัดในการใช้งานเว็บไซท์ เล่นเฟสบุค หรือ social
    จนมีเพื่อนเยอะ ๆ ก็ให้คุณลอง โพสสินค้า ที่น่าสนใจแล้วเริ่มต้นขายกับเพื่อนของคุณดูก่อน เพื่อทำความคุ้นเคยกับระบบการขายแบบ online ซึ่งหากถ้าคุณคุ้ันเคยแล้ว ก็ลองยกระดับจากขายเพื่อนมาเป็น
    ลงโฆษนากับ google, facebook, instragram แบบนี้ดูรับรองว่า หากสินค้าคุณเป็นที่ต้องการของตลาด หรือจับทางถูกล่ะก็ ยอดขายคุณอาจจะมากกว่า แสนต่อเดือน จนสร้างเครดิตดี ปลดหนี้ชีวิต รวยเป็นเศรษฐีเหมือนกับหลาย ๆ คนทีเดียว

ยังไงก็ตามส้มขอฝากไว้สักหน่อยว่าสำหรับ 6 อาชีพที่ยกมา คุณควรจะวางแผน และแบ่งเวลาให้ งานหลัก ไม่กระทบงานเสริมที่ทำ และเมื่องานเสริมมีรายได้ดี ให้คุณแน่ใจแล้วว่า มีเงินเก็บที่จะ ก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือมีเงินสำรองอย่างน้อย 12 เดือน แล้วจากนั้นจึงค่อยตัดสินใจว่าควรจะเอาอาชีพเสริมมาเป็นอาชีพหลักหรือยัง

toon-psom
หากถูกใจก็อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์เป็นกำลังใจในการเขียนบทความนะคะ คิดเห็นอย่างไร หรือต้องการให้เขียนเกี่ยวกับด้านไหนก็สามารถบอกกันผ่านคอมเม้นได้นะคะ ขอบคุณค่ะ


สวัสดีค่ะวันนี้กลับมาพบกับบทความดี ๆ จากทาง somrichstory กันอีกเช่นเคยค่ะ สำหรับประเด็นที่วันนี้จะหยิบยกมาพูดถึงกันก็คือเรื่องของดิจิตอลแบ้งก์กิ้ง ที่กำลังมาแรง  จนคนน้ำตาซึมกันทีเดียวค่ะ…

เนื่องจากคำว่าแรงในที่นี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียของตัวมันเองอยู่ แต่ก่อนที่จะเข้าไปสู่เหตุผลว่าทำไม? เรามาดูสถิติ และทำความรู้จักกับคำว่า Digital Banking กันดีกว่าค่ะ

แนวโน้ม ecommercethai

ข้อมูลแรก :  ในช่วงปี 2559 ที่ผ่านมาในเดือนมีนาคมทางธนาคารทหารไทย ก็ได้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทยมาว่า  ณ ขณะนั้นมีผู้ใช้งาน  Internet Banking  ( โอนเงินทางอินเทอร์เน็ต )  เป็นจำนวนสูงถึง  12,892,097 คน และอีกส่วนหนึ่งก็ยังใช้ บริการ โอนเงินด้วย มือถือ Mobile Banking     11,573,828 คน

etda-survey-e-commerce-2558-c

ข้อมูลชุดสอง :  จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยให้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ของธุรกิจประเภท e-commerce  ว่าปัจจุบันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

https://www.etda.or.th/content/value-of-e-commerce-survey-2016.html

 

ซึ่งข้อมูล ทั้ง 2 ชุดที่ยกมามีความเกี่ยวเนื่องกันก็คือ  ผู้ที่ใช้บริการส่วนใหญ่นั้น เลือกใช้ Digital banking ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าได้ลองหาตามเอกสารวิจัยต่าง ๆ ก็จะมีสถิติบ่งชี้ให้เห็นชัดว่า เมื่อ e-commerce เติบโต โลกของ Digital banking ก็มักจะเติบโตไปด้วย   เหตุผลหลัก ๆ ก็คงหนีไม่พ้น เพราะว่า internet แพร่หลายขึ้น แถม smart phone ก็ยังราคาถูก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยิ่งเป็นส่วนกระตุ้นให้ ผู้คนสามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างง่ายดายโดย ไม่ต้องไปต่อแถวรอที่ธนาคาร

 

pexels-photo

“ลองคิดดูสิว่า….แค่มีมือถือ1 เครื่องก็เปรียบเสมือน มีบัตรเคตรดิต ที่พร้อมจะจ่ายได้ทุกสกุลเงินทั่วโลก”

 

ซึ่งสำหรับคำว่า Digital Banking นั้น  ความหมายที่อธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ นั่นก็คือ  การทำธุรกรรมต่าง ๆ ด้านการเงินผ่าน ระบบออนไลน์ ของสถาบันการเงินต่าง ๆ  หรือถ้าพูดง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ “การโอนเงินผ่านเน็ต” “การซื้อ-ขายของผ่านเน็ต” นั่นเอง โดยเฉพาะปัจจุบัน ผู้ให้บริการมือถือหลาย ๆ จ้าวก็มีบริการเสริมต่าง ๆ ที่สามารถประยุกนำค่าโทรมาซื้อ-ขายของผ่านเน็ตด้วยแล้ว จึงเป็นอีกผลนึงที่ทำให้ การค้าขายทางโลก Digital หรืออินเทอร์เน็ตนั้นเต็บโตด้วยความรวดเร็ว

pexels-photo-259200

ดีจิตอลแบงก์กิ้ง มีด้านดี ก็ต้องมีด้านลบ?

ด้วยความที่สามารถจับจ่าย โอนเงินได้คล่องตัว ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นช่องทางนึงที่เปิดโอกาสให้มิชฉาชีพ คอยฉกฉวยด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ปล่อย application ปลอม ให้กรอก user- password สำหรับโอนเงิน ที่ทำหน้าจอเลียนแบบโปรแกรมของทางธนาคาร ( ในเรื่องนี้ ส้มแนะนำว่า เวลาโหลดแอพฯ ดีที่สุดคือ ต้องโหลดจากทาง appstore หรือ play store เท่านั้น )  หรือปลอมแปลงเว็บไซท์เลียนแบบ ซึ่งข่าวเหล่านี้ก็มีออกมาอย่างต่อเนื้อง  ด้วยเหตุนี้  ก่อนใช้งานทุกหน้าเว็บไซท์หรือ เข้าแอพฯ ผู้ใช้จึงควรแน่ใจก่อนว่านั่นคือ ของจริง ไม่ใช่เว็บปลอมหรือแอพเถื่อน ที่มิจฉาชีพทำไว้หลอกโอนเงินให้ต้องนั่งน้ำตาซึม

toon-psom-oh

ในอีกแง่มุม…เรื่องน้ำตาซึม ก็คงหนีไม่พ้นผู้ประกอบการยุคเก่า ๆ ที่ยอดขายหน้าร้านอาจจะตกฮวบฮาบไปเรื่อย ๆ หากไม่เปลี่ยนแผนการในการขายสินค้าให้รองรับโลก Digital หรือการขายออนไลน์แล้วล่ะ ก็ท้ายสุดอาจจจะต้อง น้ำตาซึม อีกก็ได้เพราะเดี่ยวนี้  ใคร ๆ เขาก็มีรายได้จากการขายออนไลน์กันหมดแล้ว

 

pexels-photo

สุดท้ายนี้ ในช่วงต้น ๆ ของบทความวันนี้ ตามข้อมูลที่ได้อ้างอิงมา หากดูแล้วก็คงเดาได้ไม่ยากว่า โลกแห่ง Digital Bankingนั้น มีแววที่จะเติบโตอีกหลายเท่ากว่าปัจจุบันแค่ไหน …ซึ่งส้มก็อยากฝากข้อคิดในแง่ของการทำธุรกิจ ไว้สักนิดนึงว่า หากคุณทำร้านขายของ ร้านอาหาร หรือบริการอะไรอยู่  การเปิดบริการ ให้สามารถ จ่ายเงินค่าบริการ ค่าอาหารผ่าน digital banking ก็นับเป็นไอเดียที่น่าสนใจ  ( ยกตัวอย่าง ของจีนเขาก็มี aliplay กันแล้ว ที่ใช้ QR code จ่ายค่าข้าวกันได้ )

และ…ถ้าร้านคุณเป็นร้านแรก ๆ ล่ะจะดีแค่ไหน?

แล้วจะดีกว่าไหม…ถ้า ไปร้านอาหารต้องควักเงินหลักพัน

…ไม่ต้องนับแบ้งก์

….ไม่ต้องนับเศษตัง

…….ไม่ต้องพกเงิน…ให้กลัวโดนปล้น

มาถึงบรรทัดนี้ คิดว่าคุณคงพอได้ไอเดียอะไรที่จะต่อยอดธุรกิจ คุณแล้วล่ะ!

 

อย่าลืมกด like กด share เป็นกำลังใจ และติดตามบทความพร้อมข่าวสารด้านการเงิน และธุรกิจได้ตลอดที่นี่ค่ะ


6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงิน สำหรับคนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจ

การออมเงิน

หากพูดถึงการออมเงิน แล้วล่ะก็ เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็กำลังเก็บออมเงินด้วยเหตุผลต่าง ๆ มากมายโดยที่พบได้มากก็คือ

  1. เพื่อซื้อรางวัลชีวิต เช่น บ้านหรูๆ รถหรูๆ มือถือดีๆ หรือของที่ตอบแทนกิเลสและรสนิยมต่าง ๆ
  2. เพื่อเป้าหมายชีวิต เช่น ออมเพื่อลงทุนในธุรกิจ ออมเพื่อจ่ายรายจ่ายประจำ (เช่นค่าเช่า)

ถึงแม้มีคำกล่าวที่ว่า The best defense is a good offense  ที่มีความหมายว่า “การรับมือที่ดีนั้นคือการวางแผนรุกมาอย่างดี” ในเรื่องการลงทุนเพื่อธุรกิจ หรือซื้อของเพื่อเป็นรางวัลชีวิตใด ๆ ก็ตามสิ่งที่มองข้ามไม่ได้นั่นก็คือลำดับพื้นฐานในการออมเงิน ซึ่งมีความสำคัญมาเป็นอันดับแรก ๆ โดยเมื่อเงินออมมีเพิ่มขี้นมาถึงจุดที่ได้กำหนด เป้าหมายไว้ เงินออม เหล่านี้ก็จะกลายเป็น “แหล่งเงินทุน” ชั้นดี ในการลงทุน ซึ่งเรื่องพวกนี้ Richard Brandson นักธุรกิจเจ้าของ Vergin Group  ได้กล่าวในการสัมภาษณ์ในรายการ TED Talk ไว้เป็นแง่คิดที่ดีว่า

 

“ผมคิดว่าการเริ่มต้นธุรกิจโดยไม่มีเงินทุนหนุนหลัง มันเหมือนคุณกำลังขับรถผิดทาง”

richardbranson-tedtalk

source: https://www.ted.com/talks/richard_branson_s_life_at_30_000_feet

ซึ่งตามสถิติแล้ว ถึงแม้ปัจจุบันจะมีสถาบันการเงิน ให้บริการ บัตรกดเงินสดที่สามารถ หยิบยืมเงินในอนาคตมาใช้ได้ เปิดให้บริการเป็นอย่างมาก แต่การหยิบยืมเงินในอนาคตนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นหนทางหนึ่งที่ เรียกได้ว่า “อาจไม่ฉลาดเลย” ถ้าคุณไม่วางแผนการไว้อย่างดี หรือไม่สามารถกู้หรือหยิบยืมเพื่อมาทำให้เกิดกำไรอย่างมหาศาล ตามแผนที่วางไว้ได้

นั่นเพราะว่าในการนำเงินในอนาคตมาใช้นั้น หากคุณไม่เตรียมการไว้อย่างดีล่ะก็ คุณจะต้องเจอปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ ที่มากขึ้นอยู่เสมอ เช่น กรณีที่ไม่คาดคิด กรณีน้ำท่วมครั้งใหญ่  หรือแย่สุดคืออุบัติเหตุ จนไม่สามารถหารายได้เป็นเวลานาน

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำ ไม การเลือก “ออมเงิน” เป็นวิธีที่ชาญฉลาดของ ผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย  โดยเมื่อออมเงินจนกลายเป็น “ทุน” ที่ได้คำนวนไว้อย่างดีแล้ว จากนั้นจึงค่อยต่อยอดมาเปิดธุรกิจ เล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ขยายตัวเมื่อสาขาแรกประสบความสำเร็จ จากนั้น หากเมื่อต้องการขยายสาขา อย่างรวดเร็ว “แต่ไม่มีทุนเพียงพอ” คุณก็สามารถนำยอดขาย และผลประกอบการมายื่นเพื่อขอกู้กับโครงการ ต่าง ๆ ของสถาบันการเงินและธนาคารชั้นนำต่าง ๆ ( ซึ่งเคล็ดลับก็คือ นอกจากกู้ได้แล้ว คุณยังได้ที่ปรึกษาด้านการเงินเพิ่ม หรืออาจจะได้เข้าร่วมโครงการของธนาคารนั้น ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจของคุณอีกด้วย )

ว่าแต่ว่า…. ก่อนที่จะพาคุณไปยัง เรื่องของ การหาแหล่งเงินทุน ในบทความถัดไป เรามาทำความรู้จักกับ 6 วิธีพื้นฐานง่าย ๆ ทีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงินของคุณกันดีกว่า

วางแผนให้ชัดเจน

1.วางแผนให้ชัดเจน กำหนดเป้าหมายด้วย ตัวเลขและเวลา

การวางเป้าหมายในการออมเงินถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ  ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณต้องการออมเงินเพื่อซื้อบ้าน คุณก็ต้องรู้ว่าราคาบ้านที่จะซื้อราคาเท่าไร   หรือหากคุณต้องกาออมเงินเพื่อธุรกิจ คุณก็ต้องรู้ว่าต้องใช้เงินทุนทำธุรกิจเท่าไร จากนั้นจึงเอาต้นทุนที่ทราบมาเป็นเป้าหมายในการออมเงิน

รอบคอบ

2.ค่อย ๆ  ทำอย่างรอบคอบ

การคิดอย่างรอบคอบนั้นจะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญได้อย่างง่าย แถมยังช่วยสร้างนิสัยเป็นคนที่ทำอะไรใส่ใจอีกด้วย ซึ่งสำหรับในเรื่องการออมเงินหากคุณคิดอย่างรอบคอบ คุณก็จะรู้ดีว่า อะไรควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ เช่นหากในแต่ละวันคุณตั้งเงินใช้จ่ายรายวันไว้ที่ 100 แต่หากคุณสามารถ ใช้เงินอย่างประหยัดล่ะก็ คุณอาจจะเหลือเงินถึง 20-50 บาทก็เป็นได้ และเงินจำนวนนี้ อาจจะเป็น “ผลพลอยได้ในการออม” ที่จะทำให้ “ระยะเวลาในการออมของคุณสั้นลง” หรือนำเงินจำนวนนี้มาซื้อสิ่งที่อยากได้สิ่งอื่น ๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องกระทบเงินออมที่เป็นเป้าหมายหลัก

คิดในด้านบวก ละทิ้งความคิดด้านลบ

3.มีความคิดในด้านบวก ละทิ้งความคิดด้านลบ

ในข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าหากมีเรื่องร้าย ๆ เข้ามาในชีวิตคุณจะทำเป็น ทองไม่รู้ร้อน แต่นั่นหมายความว่า ในสถานการใด ๆ ก็ตามที่เกิดเรื่องแย่ ๆ ขึ้นให้คุณพยายามคิดในแง่ดีเช่น

“หากมีเจ้าหนี้เพื่อนมาทวง ก็ให้มองว่า…เขายังให้โอกาสเราคุยอยู่..และยังไม่อยากตัดมิตรภาพ.. ซึ่งถ้าเขาไม่อยากเป็นมิตร..คงส่งคนมายิงหรือ เลิกคุยไปแล้ว”
“หากทำเงินหาย…ก็มองว่า…ยังโชคดี…ที่ความซวยนี้ไม่ใช่โดนโจรปล้น…..หรืออย่างน้อยคนเก็บก็คงโชคดี..ถือว่าทำบุญ”
“หากรถชนแล้วรถพัง ก็มองว่าอย่างน้อยก็ไม่ตาย รถหาใหม่ได้”

ซึ่งในการคิดในเรื่องบวก เหล่านี้ จะทำให้เมื่อคุณเผชิญกับปัญหาใด ๆ ก็ตามชีวิตคุณจะมีแต่ทางออกอยู่เสมอ รวมถึงทำให้คุณยังสามารถมองเห็นโอกาสในการหาเงิน แบบที่คนอื่นไม่เห็นได้

 

ฝึกสมาธิใช้จ่ายมีเหตุผล

4.ฝึกสมาธิ

อาจจะดูเป็นเรื่องแปลก แต่การฝึกสมาธินั้นช่วยให้ คุณสามารถออมเงินได้ดีขึ้นจริง ๆ เนื่องจากสมาธิจะทำให้คุณไม่วอกแว่ก ต่อเป้าหมายในการออมเงินของคุณได้ง่าย   โดยเคล็ดลับในการฝึกสมาธิก็คือ คุณต้องจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากคุณมีเป้าหมายในการออมเงินอยู่แล้วล่ะก็ พยายามทำเป้าหมายเดิมให้สำเร็จเสียก่อน… ทำไมน่ะหรอ …ก็เนื่องจาก “สมองของมนุษย์นั้นมี สมาธิจำกัด” ซึ่งมีงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นออกมารับรองอย่างต่อเนื่องว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จกับสิ่งที่คุณตั้งใจล่ะก็ คุณต้องมีสมาธิอย่างมากกับสิ่งที่ทำ

ผลัดวันประกันพรุ่ง

5.คิดแล้วทำ งดผลัดวันประกันพรุ่ง

ปัญหาในการออมเงิน ที่พบได้ในหลาย ๆ ท่านก็คือ “ไม่มีวินัย ในการออม” เช่นตั้งเป้าว่าจะเก็บวันละ 100 แต่ก็ทำบ้าง ๆ ไม่ทำบ้างเพราะเห็นว่าเงิน 100 มันน้อยนิด เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ เป็นเดือนๆ เงิน 100 ก็กลายเป็นเงินจำนวนมาก  และเมื่อกลายเป็นเงินจำนวนมากแล้ว หลายคนก็มองว่า “นี่ฉันต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อออมหรือเนี่ย” ..จนในที่สุดก็ล้มเหลวในการออม ด้วยเหตุนี้การ “มีวินัย” จึงเป็นสิ่งสำคัญเสมอ

เป้าหมายการออมเงิน

6.สำคัญที่สุดคือ คำนึงถึงผลลัพธ์ อยู่เสมอ

หากการออมเงินของคุณ มีเป้าหมายอย่างชัดเจนเช่น  จะเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านราคา 1.2ล้านให้ได้ใน 5 ปี ก็ให้คำนึงถึง ผลลัพธ์ก็คือ บ้านที่คุณวาดฝันไว้อยู่เสมอ ๆ ซึ่งการนึกถึงเป้าหมายอยู่เสมอ ๆ นี้จะช่วยให้คุณไม่วอกแว่กต่อกิเลส หรือสิ่งของฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ที่จะมาเบียดเบียนเงินออมของคุณ

6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงินสุดท้ายนี้ หลังจากที่คุณได้อ่าน 6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงิน สำหรับคนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจ แล้วก็หวังว่าการออมเงินของคุณครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จได้อย่างง่ายได้  ซึ่งในประเด็นของ การออมเงินเพื่อการลงทุนนั้น ส้มจะมากล่าวให้ฟังในบทความถัดไปนะคะ ว่าเราสามารถ ออมเงินเพื่อการลงทุน และหาแหล่งเงินทุนเพื่อการลงทุนได้อย่างไร  อย่าลืมกด like กด share เป็นกำลังใจ กันนะคะ ขอบคุณค่ะ


ปัจจุบันกระแสคำว่า “อิสระภาพทางการเงิน” นี้เรียกได้ว่ายอดนิยมกันอย่างมาก ไม่ว่าอยู่วงการไหน ๆ หรือทำอาชีพอะไร ก็มักจะมีผู้ที่ ออกมาแสดงตัวตนทางสังคมว่า ตัวเองได้ปลดหนี้  และเป็นอิสระภาพทางการเงินแล้ว อย่างชัดเจน แต่สำหรับคำว่า อิสระภาพทางการเงินนั้น จริง ๆ แล้วก็มีอันดับที่เราพอจะสังเกตได้ว่า ตอนนี้ตัวเอง หรือผู้ที่จะสำรวจนั้นอยู่ในระดับไหน หรือขั้นไหนแล้ว  เพื่อที่ท้ายสุด หากเรารู้ความสามารถ รู้ตัวตนแล้ว ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ การลงทุนในธุรกิจใด ๆ นับจากนี้ ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าปกตินั่นเอง

ซึ่งในวันนี้ทางส้มขอนำเนื้อหาเกี่ยวกับการสำรวจ ระดับอิสระภาพ ทางการเงินมาให้ดูกันค่ะว่า มีอย่างไรบ้าง

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 1 คือ : “มีเงินเก็บจนสามารถรับมือเหตุฉุกเฉินได้”

 

อิสระภาพทางการเงิน                นี่เรียกได้ว่าเป็นระดับต้น ๆ เพราะการที่เราสามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินหรือเรื่องราวไม่คาดคิด เช่น ป่วยกระทันหัน น้ำท่วมนั้น มีผลสำรวจมาว่าผู้ที่อยู่ในระดับแรกนี้จำเป็นต้องมีเงินสำรอง เป็นจำนวน 6 เท่าของรายจ่ายประจำในแต่ละเดือน  ซึ่งเงินสำรองนี้จะสามารถรับมือกับเหตุไม่คาดคิดต่าง ๆ ได้อย่างดี  ยกตัวอย่างเช่น  หากคุณมีค่าใช้จ่าย ค่ากินค่าที่พัก เป็นรายจ่ายประจำ เฉลี่ยแล้ว ตกเดือนละ 20,000 บาท  เราก็ควรจะมีเงินเก็บอยู่ที่ 6 เท่าก็คือ ประมาณ 120,000 บาทนั่นเอง

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 2 คือ : อยู่เฉย ๆ

เสือนอนกินเงินเก็บงอกเงยเอง

สำหรับคำว่า passive นั้นคนไทยอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า เสือนอนกิน ยกตัวอย่างเช่นหากคุณลงทุนในธุรกิจหนึ่ง แล้วมีเงินรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 20,000บาท โดยที่คุณไม่ต้องไปดูแล เช่น ปล่อยบ้าน หรืออสังหาให้เช่า  โดยในระดับนี้ เรียกได้ว่าต่อให้คุณอยู่บ้าน อยู่เฉย ๆ และหากใช้จ่ายม่เกิน รายได้ที่ได้มา คุณก็จะจัดอยู่ในระดับที่เรียกว่า เสือนอนกินเลย

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 3 คือ : เป็นอิสระจากการทำงาน

อิสระจากการทำงาน

ในขั้นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เกิดธุรกิจในระดับที่ 2 ที่คุณลงทุนไป แล้วได้ผลกำไร งอกเงยเป็นรายได้ประจำ จนรายได้นั้น มีมูลค่าเท่ากับหรือมากกว่า เงินเดือนจากการเป็นลูกจ้างในแต่ละเดือน  สมมติว่าถ้า คุณทำงานประจำโดยมีค่าจ้างเดือนละ 30,000 แล้วหากคุณลงทุนในการปล่อยเช่าอสังหา ( หรือมีรายได้จากปันผลธุรกิจประจำ ) เป็นจำนวน 30,000 ต่อเดือนโดยที่คุณไม่ต้องไปดูแลกิจการนั้น ก็แสดงว่า  ถึงตอนนี้คุณก็เป็นอิสระจากการทำงานแล้ว  แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกทำงานต่อ หรือลาออก เพื่อใช้เวลาในการหาเงินช่องทางใหม่ ๆ เพิ่ม!

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 4 คือ: ซื้อของได้ตามใจ

ซื้อของได้ตามใจ

ในขั้นนี้ยกตัวอย่างเช่น คุณมีรายจ่ายในการใช้ชีวิต หรู ๆ  ประจำต่อเดือน กินเที่ยว ยังไงก็ไม่ถึง 50,000 บาทต่อเดือน แต่ธุรกิจที่คุณทำ นั้นมีกำไรเกินกว่า 200,000 บาทต่อเดือน พอถึงระดับนี้แล้วล่ะก็…  คุณสามารถ นำเงินส่วนที่เหลือดึงออกมาส่วนหนึ่งมาซื้อของ เพื่อตอบโจทย์กิเลสของคุณได้อย่างสบาย เช่นของแบรนด์เนม  รถซูปเปอร์คาร์  หรือการเที่ยวรอบโลก

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 5 คือ : สภาวะลอยตัว

 

รวยแล้วแชร์เพื่อสังคม                เมื่อถึงระดับนี้คนส่วนมาก มักจะมีเงินเหลือเฟือเพื่อซื้อของตอบโจทย์กิเลสตัวเอง จนรู้สึกว่ามีจนเกินพอ และมีเงินมากในระดับที่เรียกว่า จะซื้ออะไรข้าซื้อได้ หรือ…ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรแล้ว …แล้วก็ไม่รู้จะหาเพิ่มอีกทำไม?  ซึ่งสุดท้ายหลาย ๆ คนก็มักจะใช้เวลาในการหาคำตอบของชีวิต จากการใช้เงินซื้อของเพื่อกิเลสส่วนใหญ่ก็มักที่จะมาใช้ชีวิตเรียบๆ ง่าย ๆ กัน และในที่สุด ก็มักจะมาแชร์เรื่องราว ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เหมือนที่คนดัง หลาย ๆ คนได้ทำไว้

 

ท้ายนี้การแบ่งระดับ การมีอิสระภาพทางการเงิน ที่ยกตัวอย่างมานี้ หวังว่าจะทำให้คุณผู้อ่านได้รู้จัก สภาวะทางการเงิน หรือสภาพทางการเงินของตัวเอง ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งในประสบการณ์ทำงาน ส่วนใหญ่ ผู้ที่มีปัญหาเรื่อง การเป็นหนี้ที่เข้ามาปรึกษา เพื่อขอปลดหนี้นั้น โจทย์ชีวิตเรื่องแรก ๆ ที่มักสอบตกกันนั่นก็คือ “การทำความเข้าใจตัวเอง” ถึงสภาพทางการเงิน นั่นเองค่ะ  ที่ท้ายสุดหากไม่ได้สำรวจบ่อย ๆ ก็มักจะบานปลาย ซื้อของตามใจ ในระดับ 4 แต่การเงินยังไม่ถึงระดับ 1 ก็มีหลาย ๆ เคสให้เห็นได้ทั่วไปค่ะ  ยังไงท้ายนี้อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน และคนที่คุณห่วงใยอ่านนะคะ ขอบคุณค่ะ


เรียกได้ว่าหลังปัจจุบันนี้หากกล่าวถึง โดนัลทรัมป์ แล้วคงเป็นไปได้ยากที่จะไม่มีคนไม่รู้จักในแง่ของการเป็น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ  แต่ในอีกแง่นึงคือบทบาทนักธุรกิจ ที่อาจจะมีหลาย ๆ คนไม่รู้จักนั่นคือ โดนัล ทรัมป์ เป็นหนึ่งในเศรษฐีด้านอสังหาฯ ระดับต้น ๆ ของโลกทีเดียว

ถ้าหากพูดถึงเหตุผลที่ทำให้ โดนัล ทรัมป์ ดังขึ้นมาล่ะก็ คงใช้คำนิยาม ได้ประมาณว่า  “ใจดี สปอร์ต  อเมริกา” ก็ว่าได้เพราะ บุคลิกที่สุดขั้ว ทำอะไรสุดโต่งของเขา ที่เปรียบเสมือนเหรีญสองด้านที่มองได้ง่าย ๆ นั้น ก็ทำให้ มีคนที่ชอบและ ไม่ชอบมากพอสมควร โดยวันนี้ทางเว็บ somrichstory.c0m สอนรวยด้วยเครดิต จะนำเทคนิกในการลงทุนเพื่อปลดหนี้ ด้วยวิธีแบบ โดนัลทรัมปป์กันค่ะ

 

the celebrity apprentice

ยกตัวอย่างเช่นรายการทีวีของเขาเอง ที่เขามักใช้ประโยคเด็ด ๆ ในรายการว่า “You ‘re fired!” ( คือ แกรรโดนนนไล่ออกกก!! )

wwe donal trump นักลงทุนอสังหา

                นอกจากนี้เขายังมีออกรายการมวยปล้ำ WWE ที่โด่งดังที่สุดของโลกอีกต่างหาก

telegraph โดนัลทรัมป์ กับสาวๆ

                ถ้าหากยังไม่เห็นภาพ “ใจดี สปอร์ต เอมริกา” ล่ะก็ ดูในวงการสาว ๆ ขาอ่อน จะเห็นๆได้ว่า มีภาพหลุดมาเยอะมากๆ

 

แต่เรื่องของเรื่องก็คือ หากความคิดของเขาไม่เจ๋งจริง คงไม่ได้มายืนถึงจุดนี้ที่เป็น ประธานาธิบดี หรอกจริงใหมคะ?

ซึ่งในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์นั้น โดนัล ทรัมป์ ก็เคยกล่าวถึงแนวความคิดในการลงทุนด้านนี้ไว้สั้น ๆ ง่าย ๆ เป็นแนวความคิด โดยอ้างอิงจากหนังสือ Key to Investing in Condos ซึ่งทรัมปป์ ได้กล่าวไว้ว่า

กุญแจสู่ความสำเร็จในการเลือกลงทุนในพื้นที่ต่าง ๆ ก็คือ

The key to success in selecting the location of Trump.

1) Be Willing to Pay Premium for a Prime Location.
ข้อแรกจ่ายไม่อั๋นเพื่อ สถานที่ที่ดีสุด ( เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็ตามมูลค่าจะเพิ่มขึ้นเสมอ )
2) Don’t Buy without a Creative Vision for Adding Significant Value.
ข้อสองอย่าซื้อหากที่นั่นยังไม่รู้ว่าจะลงทุนอย่างไรดี
3) Four Things Trump Looks for in a Location.
สำหรับพื้นฐาน สี่ข้อที่ควรคำนึงนั่นคือ
– Great Views.
– Prestige.
– Growth Potential.
– Convenience.

  1. วิวต้องสุดยอด
  2. เป็นแหล่งที่มีชื่อเสียง และต้องดูหรูหรา
  3. ความเจริญต้องมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
  4. การเดินทาง ต้องสะดวกสบาย

โดยเหตุผลที่โดนัลทรัมป์ เชื่อว่า เหตุผลพื้นฐานทั้ง 4 ข้อเหล่านี้สามารถจูงใจผู้ซื้อ และผู้เช่าได้ดีอยู่เสมอ และสามารถปรับปรุง หรือเรียกราคาเพิ่มได้ง่ายกว่าด้วย   สำหรับราคานะหรือ? โดนัลทรัมป์ ยอมที่จ่ายราคาแพงกว่า 50%-100% เพื่อที่จะได้อสังหาที่มีคุณสมบัติ 4 ข้อพื้นฐานนี้มา

หลังจากอ่านบทความนี้จบลงเชื่อว่าผู้อ่านหลาย ๆ คนคงจะมีไฟ ในการลงทุนเพิ่มขึ้นมาแล้วใช่ไหมค่ะ ว่าแต่ว่าพอเกริ่นเรื่องการลงทุนนี่ สำหรับผู้ที่มีทุนอยู่แล้วคงลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดี ๆ ไม่ยาก แต่สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้อสังหาริมทรัพย์ดี ๆ ก็ไม่ต้องห่วงค่ะ ในบทความถัดไปจะนำเสนอเรื่อง “ฉันจะรวยอย่างไรด้วยการกู้”  อย่าลืมติดตามนะคะ รับรองว่าคุณต้องชอบแน่ ๆ

อย่าลืมกด Like กดแชร์ด้วยกันนะคะ  เป็นกำลังใจให้แอดมินอัพเดทเรื่องราว และเคล็ดลับการปลดหนี้ชีวิตสอนรวยด้วยเครดิตด้วยกันค่ะ