5 อันดับอิสระภาพทางการเงิน ที่คุณต้องสำรวจตัวเองอยู่เสมอ

pexels-photo-200303

ปัจจุบันกระแสคำว่า “อิสระภาพทางการเงิน” นี้เรียกได้ว่ายอดนิยมกันอย่างมาก ไม่ว่าอยู่วงการไหน ๆ หรือทำอาชีพอะไร ก็มักจะมีผู้ที่ ออกมาแสดงตัวตนทางสังคมว่า ตัวเองได้ปลดหนี้  และเป็นอิสระภาพทางการเงินแล้ว อย่างชัดเจน แต่สำหรับคำว่า อิสระภาพทางการเงินนั้น จริง ๆ แล้วก็มีอันดับที่เราพอจะสังเกตได้ว่า ตอนนี้ตัวเอง หรือผู้ที่จะสำรวจนั้นอยู่ในระดับไหน หรือขั้นไหนแล้ว  เพื่อที่ท้ายสุด หากเรารู้ความสามารถ รู้ตัวตนแล้ว ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ การลงทุนในธุรกิจใด ๆ นับจากนี้ ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าปกตินั่นเอง

ซึ่งในวันนี้ทางส้มขอนำเนื้อหาเกี่ยวกับการสำรวจ ระดับอิสระภาพ ทางการเงินมาให้ดูกันค่ะว่า มีอย่างไรบ้าง

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 1 คือ : “มีเงินเก็บจนสามารถรับมือเหตุฉุกเฉินได้”

 

อิสระภาพทางการเงิน                นี่เรียกได้ว่าเป็นระดับต้น ๆ เพราะการที่เราสามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินหรือเรื่องราวไม่คาดคิด เช่น ป่วยกระทันหัน น้ำท่วมนั้น มีผลสำรวจมาว่าผู้ที่อยู่ในระดับแรกนี้จำเป็นต้องมีเงินสำรอง เป็นจำนวน 6 เท่าของรายจ่ายประจำในแต่ละเดือน  ซึ่งเงินสำรองนี้จะสามารถรับมือกับเหตุไม่คาดคิดต่าง ๆ ได้อย่างดี  ยกตัวอย่างเช่น  หากคุณมีค่าใช้จ่าย ค่ากินค่าที่พัก เป็นรายจ่ายประจำ เฉลี่ยแล้ว ตกเดือนละ 20,000 บาท  เราก็ควรจะมีเงินเก็บอยู่ที่ 6 เท่าก็คือ ประมาณ 120,000 บาทนั่นเอง

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 2 คือ : อยู่เฉย ๆ

เสือนอนกินเงินเก็บงอกเงยเอง

สำหรับคำว่า passive นั้นคนไทยอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า เสือนอนกิน ยกตัวอย่างเช่นหากคุณลงทุนในธุรกิจหนึ่ง แล้วมีเงินรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 20,000บาท โดยที่คุณไม่ต้องไปดูแล เช่น ปล่อยบ้าน หรืออสังหาให้เช่า  โดยในระดับนี้ เรียกได้ว่าต่อให้คุณอยู่บ้าน อยู่เฉย ๆ และหากใช้จ่ายม่เกิน รายได้ที่ได้มา คุณก็จะจัดอยู่ในระดับที่เรียกว่า เสือนอนกินเลย

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 3 คือ : เป็นอิสระจากการทำงาน

อิสระจากการทำงาน

ในขั้นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เกิดธุรกิจในระดับที่ 2 ที่คุณลงทุนไป แล้วได้ผลกำไร งอกเงยเป็นรายได้ประจำ จนรายได้นั้น มีมูลค่าเท่ากับหรือมากกว่า เงินเดือนจากการเป็นลูกจ้างในแต่ละเดือน  สมมติว่าถ้า คุณทำงานประจำโดยมีค่าจ้างเดือนละ 30,000 แล้วหากคุณลงทุนในการปล่อยเช่าอสังหา ( หรือมีรายได้จากปันผลธุรกิจประจำ ) เป็นจำนวน 30,000 ต่อเดือนโดยที่คุณไม่ต้องไปดูแลกิจการนั้น ก็แสดงว่า  ถึงตอนนี้คุณก็เป็นอิสระจากการทำงานแล้ว  แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกทำงานต่อ หรือลาออก เพื่อใช้เวลาในการหาเงินช่องทางใหม่ ๆ เพิ่ม!

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 4 คือ: ซื้อของได้ตามใจ

ซื้อของได้ตามใจ

ในขั้นนี้ยกตัวอย่างเช่น คุณมีรายจ่ายในการใช้ชีวิต หรู ๆ  ประจำต่อเดือน กินเที่ยว ยังไงก็ไม่ถึง 50,000 บาทต่อเดือน แต่ธุรกิจที่คุณทำ นั้นมีกำไรเกินกว่า 200,000 บาทต่อเดือน พอถึงระดับนี้แล้วล่ะก็…  คุณสามารถ นำเงินส่วนที่เหลือดึงออกมาส่วนหนึ่งมาซื้อของ เพื่อตอบโจทย์กิเลสของคุณได้อย่างสบาย เช่นของแบรนด์เนม  รถซูปเปอร์คาร์  หรือการเที่ยวรอบโลก

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 5 คือ : สภาวะลอยตัว

 

รวยแล้วแชร์เพื่อสังคม                เมื่อถึงระดับนี้คนส่วนมาก มักจะมีเงินเหลือเฟือเพื่อซื้อของตอบโจทย์กิเลสตัวเอง จนรู้สึกว่ามีจนเกินพอ และมีเงินมากในระดับที่เรียกว่า จะซื้ออะไรข้าซื้อได้ หรือ…ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรแล้ว …แล้วก็ไม่รู้จะหาเพิ่มอีกทำไม?  ซึ่งสุดท้ายหลาย ๆ คนก็มักจะใช้เวลาในการหาคำตอบของชีวิต จากการใช้เงินซื้อของเพื่อกิเลสส่วนใหญ่ก็มักที่จะมาใช้ชีวิตเรียบๆ ง่าย ๆ กัน และในที่สุด ก็มักจะมาแชร์เรื่องราว ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เหมือนที่คนดัง หลาย ๆ คนได้ทำไว้

 

ท้ายนี้การแบ่งระดับ การมีอิสระภาพทางการเงิน ที่ยกตัวอย่างมานี้ หวังว่าจะทำให้คุณผู้อ่านได้รู้จัก สภาวะทางการเงิน หรือสภาพทางการเงินของตัวเอง ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งในประสบการณ์ทำงาน ส่วนใหญ่ ผู้ที่มีปัญหาเรื่อง การเป็นหนี้ที่เข้ามาปรึกษา เพื่อขอปลดหนี้นั้น โจทย์ชีวิตเรื่องแรก ๆ ที่มักสอบตกกันนั่นก็คือ “การทำความเข้าใจตัวเอง” ถึงสภาพทางการเงิน นั่นเองค่ะ  ที่ท้ายสุดหากไม่ได้สำรวจบ่อย ๆ ก็มักจะบานปลาย ซื้อของตามใจ ในระดับ 4 แต่การเงินยังไม่ถึงระดับ 1 ก็มีหลาย ๆ เคสให้เห็นได้ทั่วไปค่ะ  ยังไงท้ายนี้อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน และคนที่คุณห่วงใยอ่านนะคะ ขอบคุณค่ะ

Share this post

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *