สวัสดีค่ะ วันนี้จะมานำเสนอข่าวที่หลายคนกำลังให้ความสนใจอยู่นั่นคือ ข่าว “ดีเดย์ 21 ก.พ. 60 รัฐบาลให้กู้เงินใช้หนี้นอกระบบ กู้ได้คนละ 5 หมื่นบาท” ซึ่งในเนื้อหาข่าวที่กำลังเป็นกระแสนี้ เรียกได้ว่ามีหลาย ๆ คนกำลังให้ความสนใจว่า จะกู้ดีไหม?

a2_95

ซึ่งหากดูตามรายละเอียดของเนื้อหาข่าวตาที่ช่อง 3 ได้นำเสนอวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ที่รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติโครงการสินเชื่อรายย่อยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยหวังแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ วงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ซึ่งผู้ที่สนใจและเข้าข่ายสามารถขอกู้ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

”   ทั้งนี้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรสามารถกู้ได้ที่ ธนาคารออมสิน และสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 5 หมื่นบาท ระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 5 ปี ดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือน หรือ 10% ต่อปี ต้องมีบุคคลค้ำประกันอย่างน้อย 1 คน หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้จากรายได้และค่าใช้จ่ายรวมของบุคคลในครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งจะสามารถตรวจสอบประวัติการชำระหนี้จากเครดิตบูโรได้ แต่จะไม่นำมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาสินเชื่อ”

…เอาล่ะคะ หากมาลองพิจารณาดูแล้ว ดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือนหรือ 10% ต่อปีนี่ก็เรียกได้ว่า ดูน่าสนใจมากเลยนะคะ สำหรับหลาย ๆ  คนที่ได้ติดตามข่าว ก็มีแนวโน้มออกมาว่า “ฉันตกลงจะกู้เพื่อมาลงทุนหรือใช้หนี้อะไรสักอย่างกับโครงการนี้ล่ะ”

a1_113

…แต่ทว่า… ลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการกู้ “ที่ควรคำนึงอยู่เสมอทุกครั้ง” ก็คือ

  1. ความจำเป็นในการใช้เงิน
  2. ความคุ้มค่า รวมถึงราคาดอกเบี้ย
  3. ความยากง่ายในการเข้าถึงบริการ

ซึ่งเหตุผลที่ยก 3 ข้อด้านบนมาให้คิดกันก่อนก็เพราะว่า ตามที่เคยเจอมา จากหลาย ๆ คนที่มีปัญหาเรื่องหนี้ ส่วนใหญ่ก็มักจะมาจาก การใช้่เงินเกินตัวจนเกิดหนี้ หรือการกู้มาเพื่อซื้อของตอบโจทย์กิเลส แต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตค่ะ ยกตัวอย่างเช่น  มือถือมีไว้สื่อสาร หากช่วงที่มีเงินน้อย ก็ควรซือแต่พอโทรได้ หรือหากเป็น smart phone ก็ควรเอารุ่นที่เหมาะกับการใช้งานแบบธรรมดา ๆ ใช้งานได้ไปก่อน แต่หลาย ๆ คน ที่มีปัญหาเรื่อง หนี้ ส่วนใหญ่มักจะ กู้เงินมาเพื่อซื้อ โทรศัพท์ราคาแพง  หรือใช้เพื่อกิจกรรมบางอย่างที่ตอบสนองกิเลสตัวเองแต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตค่ะ

 

ซึ่งหากให้มาเปรียบเทียบระหว่างกู้ในระบบ และนอกระบบนั้น หากถามตัวส้มเองว่าอันไหนดีกว่า และแนะนำอันไหน ส่วนตัวก็ขอแนะนำให้ ลอง ๆ คุยหลาย ๆ ที่ก่อนค่ะ อย่าใช้ความคิดว่า “เราต้องไปง้อกู้เขา” แต่ลองคิดเสียว่า “ใคร ๆ ก็อยากให้เรากู้” เพราะเราเป็นคนมีวินัยทางการเงินที่ดี และกู้มาเพื่อลงทุนค่ะ   ซึ่งหากคุณคิดด้วยความคิดนี้แล้ว บางที คนที่คุณไปกู้จากที่เขาเป็นเจ้าหนี้เงินกู้คุณ บางทีแล้วเขาก็อาจจะกลายมาเป็น ผู้ร่วมลงทุนกับคุณอีกด้วยค่ะ

 

ส่วนสุดท้ายนี้สรุปสั้น ๆ อีกครั้งสำหรับคนอยากอ่านสั้น ๆ นะคะ คือส่วนตัวส้มมีความเห็นว่า ไม่ว่าจะกู้นอกระบบ หรือกู้ในระบบ ถ้าพูดในเรื่องความคุ้มค่า ก็ลองพิจารณาดูดี ๆ เพราะหลาย ๆ ที่เขาก็มีการบริการที่แตกต่างกัน ซึ่งรวมถึงเรื่องดอกเบี้ย บางทีกู้นอกระบบ อาจจะมีบางเจ้าให้ราคาดีกว่า บริการดีกว่า ก็เป็นได้ค่ะ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงอยากแนะนำว่า ลองเปรียบเทียบหลาย ๆ ที่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องมั่นใจนะคะ ว่าการกู้ครั้งหนี้คือการกู้มาลงทุน”   เพราะการกู้มาลงทุน ยังไงคุณก็มีแต่ได้กับได้ แต่หากกู้มาซื้อของ ของมีแล้วก็เสียตามการเวลา   และที่สำคัญก็คือ “อย่าตามกระแส” หรือเชื่อกระแส “ที่ว่าดี” จนมากเกินไป  ให้วางแผนการกู้แต่ละครั้งอย่างมีจุดหมายชัดเจน  เพียงเท่าหนี้ส้มก็มั่นใจว่า ไม่ว่าจะกู้กับโครงการของารัฐฯ หรือเอกชน คุณก็จะสามารถ สร้างเครดิตดี ไม่มีหนี้เสียแน่นอนค่ะ

 

krobkruakao_logoขอบบคุณภาพและข่าวจาก

 


หากพูดถึงเรื่องการใช้เงินในชีวิตประจำวันแล้ว เรื่องของภาษี ถูกเรียกได้ว่าเป็นเรื่องไกล้ตัวที่หลาย ๆ คนมองข้ามมากที่สุด เนื่องจากยังมีบางอาชีพ ( ที่ยังต้องยอมรับกันตามความจริงว่า ) คอยเลียง หรือมีวิธีการลดการจ่ายค่าภาษี เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด ซึ่งหากมาพูดในแง่ของ มนุษย์ทำงาน หรือผู้ที่ทำงานประจำบ้าง ก็จะเริ่มพบว่่า “ภาษี” เริ่มมามีบทบาทตั้งแต่เริ่มทำงาน

25751311282_8a4ea8b0b5_o

เช่นเมื่อ นาย ก. เริ่มเข้าทำงานที่บริษัท A นับตั้งแต่วันแรก ที่นาย ก. ได้รับค่าจ้าง  เงินค่าจ้างของนายก. ก็จะถูกหักภาษีออกไปโดยอัติโนมัติ ด้วยเหตุนี้ นาย ก. หรือมนุษย์ เงินเดือนปกติคนนึงที่เหมือน ๆ คนอื่น ก็ย่อมหาวิธี ลดหย่อนภาษีด้วยวิธีการต่าง ๆ

ซึ่งในปัจจุบันก็เรียกได้ว่า มีนโยบาย และโปรโมชั่นจากทางภาครัฐ และเอกชนต่าง ๆ ออกมามากมาย ให้สามารถซื้อสินค้าได้ โดยได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ออกมาเป็นช่วงอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งหากมองในแง่หนึ่ง การออกโปรโมชั่นเกี่ยวกับการลดหย่อนค่าภาษีนั้น ก็เป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นให้ มนุษย์เงินเดือน หลาย ๆ คนออกมาใช้จ่ายมากขึ้น โดยอาจจะได้สิทธ์ในการ นำค่าใช้จ่ายนั้นมาเป็นส่วนลดค่าภาษี แต่หากมองในอีกแง่มุมนึง นโยบาย หรือโปรโมชั่น การจับจ่ายโดยนำเรื่องของการ ลดหย่อนภาษีมาเป็นหัวข้อล่อใจนั้น ก็เป็นเรื่องที่ ทุกคนควรตัดสินใจให้ดี ว่ามีความคุ้มค่า หรือไม่

 

โดยสามารถสรุปเป็นข้อ คิด 3 ข้อ ดังนี้ค่ะ

1.ตรวจสอบสิทธ์ตัวเองให้ดีเสียก่อน ว่าต้องเสียภาษีหรือไม่

ในข้อแรกนี้ อยากให้คุณตรวจสอบให้ดีว่า ในแต่ละปีคุณมีค่าใช้จ่ายด้าน “ภาษีรายได้” อยู่เท่าไร? เช่นยกตัวอย่าง โปรโมชั่นช่วงปลายปีที่ออกมา ในหัวข้อช้อปช่วยชาติ “เก็บใบเสร็จมาลดหย่อนดภาษีได้ถึง 15,000บ.” ซึ่งในเรื่องนี้อยากเรียนให้ทราบตามตรงว่ามนุษย์เงินเดือน หลาย ๆ คนเมื่อรวมรายได้ต่อปีแล้ว ภาษีรายได้ยังไม่ถึง 15,000บ. เลยคะ  ยกตัวอย่างเช่น

หากนายก. ทำงานได้เงินเดือน 20,000 ในหนึ่งปี = 20,000×12เดือน = มีรายได้ 240,000 บาท.ต่อปี
จากนั้นให้นำรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่าย 60,000* บาท + หักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท = เงินได้สุทธิ 150,000 บาท
* ค่าใช้จ่ายส่วนตัว  40%  (แต่ไม่เกิน 60,000 บาท)
จากนั้นก็ให้ไปดูเงื่อนไขในการจ่ายภาษีรายปีค่ะ 

ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี

  • รายได้ต่ำกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
  • รายได้สุทธิในช่วง 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
  • รายได้สุทธิในช่วง 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
  • รายได้สุทธิในช่วง 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
  • รายได้สุทธิในช่วง 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
  • รายได้สุทธิในช่วง 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
  • รายได้สุทธิในช่วง 2,000,001 – 4,000,000 บาท เสียภาษี 30%
  • รายได้สุทธิในช่วง 4,000,001 – 20,000,000 บาท เสียภาษี 35%
  • รายได้มากกว่า    20,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 37%

ซึ่งกรณีของ นาย ก.ที่ได้เงินเดือนค่าจ้าง 20,000/เดือนนั้น เรียกได้ว่า “ไม่เข้าเกณฑ์การเสียภาษีเลยค่ะ เพราะมีรายได้สุทธิต่อปีจริง ๆ อยู่ที่ ไม่เกิน 150,000

toon-psom-noเมื่อรู้ดังนี้แล้ว!! สิ่งที่นาย ก. ต้องทำก็คือ การขอภาษีรายได้ที่นายจ้างหักไป ในแต่ละเดือน คืนค่ะ เพราะตาม ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี ที่แสดงบน นาย ก. มีรายได้ไม่เกิน 150,000 ต่อปี  นั่นก็เท่ากับว่า หากมีโปรโมชั่น ช้อป-ช่วย-ชาติ ลดหย่อนได้ 15,000 ออกมาอีกนี่ ก็แปลว่า …. เอามาใช้ไม่ได้เลยค่ะ  ด้วยเหตุนี้   สิ่งที่สำคัญสุดก่อนจะเข้าร่วมโครงการหรือโปรโมชั่นก็ควนศึกษาให้ดีก่อนค่ะ่ ว่าในแต่ละปี มีค่าใช้จ่ายด้านภาษีรายได้เท่าไรกันแน่

 

ข้อ 2 มีสติ อย่าเพิ่งหลงไปกับคำเชื่อที่บอกต่อ ๆ กันใน โปรโมชั่น อย่าพยายามลดหย่อนมากเกินไป

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณรู้อยู่แล้วว่า คุณจัดอยู่ในประเภท ผู้ที่ต้องจ่ายภาษี 10% ต่อปี เฉลี่ยแล้วเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ซึ่งหากพูดตามจริงโปรโมชั่นลดหย่อนภาษีก็มักจะออกมาเป็นช่วง ๆ เท่านั้นเช่น ปลายปี ต้นปี หรือเทศกาลบางเดือน ซึ่งหาก คุณต้องการลดหย่อนเงินภาษีเป็นจำนวน 10,000 บาท นั่นหมายความมว่าในช่วงเดือนนั้นคุณจะต้องซื้อของเป็นจำนวนเงินมากถึง 100,000 บาททีเดียว !!! ….    ซึ่งในข้อนี้อยากให้คุณลองมองความจำเป็นว่า สิ่งที่จะซื้อนั้นจำเป็นหรือไม่ และท้ายสุดคนที่จะได้ประโยชน์ ในการซื้อของครั้งนี้ของคุณ จะเป็นตัวคุณ หรือเป็นร้านค้าในห้างกันแน่?

toon-psom-oh…น่าคิดใช่ไหมคะ?

ข้อ 3 โฟกัสที่ผลตอบแทน

จริงอยู่ที่ ทั้งหลาย ๆ หน่วยงานในภาครัฐและเอกชน ร่วมมือกันออกโปรโมชั่นลดหย่อนภาษีกันมากมาย จนเรียกได้ว่า อันนี้ก็ล่อตา อันโน้นก็ล่อใจ  …นี่ก็มือถือ..ลดได้…. กล้องที่ชอบก็ลดได้… ซื้อรถก็ลดได้…. หรือจะเที่ยววว …ก็ยังลดได้!   ซึ่งในเรื่องการลดหย่อนภาษีนี้ ส้มอยากจะให้ผู้อ่าน โฟกัสหรือให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ผลตอบแทน” มากกว่่าความชอบ หรือความรู้สึกชั่ววูบค่ะ เพราะยกตัวอย่างเช่น หากคุณอยากมีรายได้เพิ่มเป็นช่องทางที่สอง นอกจากงานประจำแล้ว การลงทุนในกองทุนบางอย่างที่สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่น LTF ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจค่ะ ซึ่งในเรื่อง LTF นี้นอกจากจะลดหย่อนภาษีได้แล้ว เผลอ ๆ บางทีหากศึกษาให้ดีคุณก็ยังได้กำไรจากกองทุนเหล่านี้อีกด้วยค่ะ  ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในโครงการลดหย่อนภาษี ก็คือ “ผลตอบแทน” ที่คุณจะได้รับค่ะ เพราะผลตอบแทน เหล่านี้จะหลายเป็น กระแสเงินที่จะช่วยสร้างอนาคตเครดิตการเงินที่ดีของคุณในอนาคตด้วยค่ะ

 

business-money-pink-coins

โดยท้ายนี้หวังว่า เมื่อคุณได้อ่าน 3 ข้อคิดที่ควรทราบก่อน ลดหย่อนภาษี ของทุกอาชีพ!  จะได้รับข้อคิดดี ๆ และเป็นแนวทางในการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับ การสร้างเคตรดิตทางการเงินของคุณนะคะ

 

ปล.มีบางอาชีพเช่นอาชีพแม่ค้า พ่อค้าส่วนใหญ่ อาชีพเหล่านี้ เรียนตามตรงว่าหลาย ๆ ท่านไม่ได้ยื่นภาษีกัน ก็แปลว่า.. จริง ๆ บางเรื่อง นโยบายการ ลดหย่อนภาษีอาจจะไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณก็ได้ค่ะ แต่ด้วยความหว้ังดี หากอาชีพเหล่านี้ ต้องการเงินลงทุนเพื่อสร้างเครดิต ดี ขยายร้าน ขยายสาขา เรื่องการยื่นภาษีรายได้รายปี ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ค่ะในการสร้างเครดิตทางการเงินที่่่ดีค่ะ


คงเคยได้ยินคำสุภาษิตคำว่า “สี่เท้ายังรู้ พลาดนักปราชน์ยังรู้พลั้ง” กันมาบ้างใช่ใหมค่ะ? ที่เกริ่นแบบนี้ให้ฟังก่อนก็เพราะว่า หลาย ๆ คนที่มีปัยหาด้านการเงิน จนเป็นหนี้เสียมากกว่า หนี้ดีนั้น มักเกิดจาก ความชะล่าใจหรือ เกิดจากความมั่นใจเกินตัวที่ ว่า ตัวเองสามารถควบคุมเรื่อง การใช้จ่ายเรื่องเงินได้ดี แต่สุดท้ายก็มีหลาย ๆ คนเป็นกรณีตัวอย่างมาให้เห็นกันบ่อย ๆ ว่า กลายมาเป็นหนี้เพราะใช้เงินเกินตัวนั่นเองค่ะ

ใช้เงินเกินตัว

ซึ่งในบทความนี้ ส้มจะมาบอกถึง สัญญาณเตือนเล็ก ๆ 4 ข้อที่ เป็นสัญญาณภัยที่กำลังบอกคุณว่า “คุณเข้าไกล้การเป็นหนี้” ระดับไหนแล้วค่ะ

 

สัญญาณเตือนข้อ 1 :: คุณไม่มีเป้าหมายในการใช้เงิน

สำหรับเรื่องเป้าหมายเรียกได้ว่า เป็นข้อที่สำคัญสุดอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ค่ะ โดยเป้าหมายนี้ ไม่ใช่ว่า เป็นการเก็บเงินหรือหาเงินเพื่อซื้อของสนองกิเลสอย่าง มือถือ เสื้อผ้าหรู แต่เป้าหมายในการใช้เงินนี้ ควรเป็นเป้าหมายที่เกี่ยวกับ การ”ออม” เพื่อลงทุน  หรือออมเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ แบบนี้ก็ได้เหมือนกันค่ะ ซื้อเป้าหมายที่ ยิ่งใหญ่แบบนี้ มักจะทำให้คุณเกิดแรงบรรดาลใจ ที่จะมีวินัย ในการใช้เงินในแต่ละวันอย่างมีระเบียบมากขึ้นค่ะ

 

สัญญาณเตือนข้อ 2 :: คุณรูดบัตรเครดิตมากเกินไป

ถึงแม้บัตรเครดิตหลาย ๆ ค่ายจะมีโปรโมชั่นน่าสนใจ ให้ชวนรูดมากเท่าไรก็ตาม แต่รู้หมือไร่ เอ้ยรู้หรือไม่ค่ะว่า การใช้บัตรเครดิตรูดจ่ายแทนเงินสดมาก ๆ นั้นก่อให้เกิดความเคยชิน และในที่สุดก็จะเคยตัว ใช้เงินเกินตัวกันเป็นแน่นอนค่ะ ซึ่งนิสัยการใช้บัตรเครดิตนี่ถ้าเป็นไปได้ และกำลังรู้ว่าตนเอง กำลังมีพฤติกรรมแนวนี้ ก็ให้คุณลอง ใช้เงินสด ติดตัว กดเพื่อจ่ายเงินเสียบ้างค่ะ

 

สัญญาณเตือนข้อ 3 :: คุณผลัดวันประกันพรุ่งมากขึ้น

หากคุณกำลังรู้สึกว่า “โธ่…เงินแค่นี้เดี่ยวค่อยจ่าย” ล่ะก็ นี่ก็เป็นอีกสัญญาณภัยค่ะว่า  คุณมีโอกาสที่จะใช้เงินเกินตัว  เพราะว่ามีโอกาสสูงที่คุณจะลืมว่าเงินในบัญชีที่สามารถใช้ซื้อของตามกำลังเรานั้นจริง ๆ แล้วมีเท่าไร

 

สัญญาณเตือนข้อ 4 :: คุณใช้เงินฟุ่มเฟือย

เรียกได้ว่า นิสัยฟุ่มเฟือยนั้น ส่วนใหญ่มักจะเกิดมาจาก นิสัย ข้อ 1 2 3 เรียงตาม มาจนเป็นนิสัยข้อสุดท้ายคือข้อ 4 นิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยค่ะ  พอมาถึงข้อนี้ นอกจากคำว่าคุณมีโอกาสใช้เงินเกินตัวแล้ว ยังเป็นไปได้สูงที่ว่าคุณจะเป็นหนี้อีกด้วยค่ะ

 

สำหรับ 4 สัญญาณเตือน ที่เล่ามาข้างต้นนี้ เรียกได้ว่านอกจากจะเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังใช้เงินเกินตัวแล้วยังเป็นสัญญาณ สำคัญที่กำลังบอกว่า “คุณมีโอกาสสูงมากกก กำลังจะเป็นหนี้อีกค่ะ”  ซึ่งสุดท้ายหนี้ ส้มก็หวังว่าคนที่กำลังจะมีปัญหาเรื่องใช้เงินเกินตัวกันเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว  คุณจะปรับแก้ และจัดการกับสัญญาณภัยเหล่านี้กันได้นะคะ  เพื่อสุดท้ายแล้วคุณจะได้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องหนี้ให้ปวดหัวกันอีกค่ะ


สำหรับหลาย ๆ ท่านที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการปลดหนี้ส่วนใหญ่ ปัญหาที่ตามมาจากการปลดหนี้ก็คือมักจะไม่มีเงินออมไว้ ลงทุนหรือ ออมไว้ฉุกเฉินเลย โดยในบทความนี้จะมาพูดถึงการปลดหนี้อย่างไรให้มีเงินออมเหลือเก็บกันค่ะ

wallet-cash-credit-card-pocket

เริ่มแรกเลยอยากให้ลองทำความเข้าใจเกี่ยวกับการ ใช้หนี้ของคนทั่วไปก่อน ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. เป็นหนี้บัตรอยู่ โดยมีภารหนี้บัตรที่ต้องจ่าย มากถึง 60% ของรายได้ประจำจากการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน นาย ก.ก็เลยแบ่ง เงิน 40% เป็นค่ากิน อีก 60% เป็นการใช้นี้ ซึ่งลักษณะการ จัดสรรเงินแบบนี้เราเรียกว่า ได้มา 100% ใช้ไป 100%  หรือคือได้มาเท่าไร ใช้ไปเท่านั้น

ซึ่งโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่หลาย ๆ คนที่มีหนี้ก็มักจะมีพฤติกรรมแบบนี้คล้าย ๆ กันค่ะ จึงทำให้ “หนี้” ที่เกิดมานั้น ใช้เวลายาวนานในการปลดหนี้ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีเงินทุนอื่นมาช่วยโปะหนี้ให้หมด หรือมีช่องทางรายได้ทางอื่น ๆ มาช่วยปลดหนี้ค่ะ

โดยเทคนิกในการปลดหนี้ ให้มีเงินออมนั้นจริง ๆ แล้วเริ่มง่าย ๆ ด้วยพื้ฐานสำคัญ 5 ข้อดังนี้ค่ะ

pexels-photo-40120

1.แยกประเภท หนี้  ระหว่างหนี้ที่เสียเปล่า และหนี้ที่ทำให้เกิดรายได้

สำหรับพื้นฐานข้อแรกนี้อาจจะเรียกว่า หนี้ดี กับหนี้ เสียก็ได้ค่ะ ซึ่งหนี้ดีก็คือ หนี้ที่เป็นแล้วสร้างรายได้ให้กับเรา  ( เช่นการลงทุนซื้อของเพื่อขายต่อในราคาที่สูงขึ้น ) ส่วนหนี้เสียก็คือหนี้ที่เสียเปล่า (เช่นการผ่อนกระเป๋าแบรนด์ ซื้อของหรู ๆ ที่เกินความจำเป็น)

bloggerjob

2.สร้างสภาพคล่องทางการเงินด้วยการ แยกประเภท หนี้ระยะสั้น และหนี้ระยะยาว

ในลำดับถัดมาหลังจากรู้ว่าอะไรเป็นหนี้ดี หนี้เสียตามข้อแรกแล้ว  การแยกประเภทหนี้ระยะสั้น และหนี้ระยะยาวก็สำคัญ  ซึ่งบางคนอยากใช้หนี้ให้หมด ๆ ไปแต่ก็ต้องแลกมากับการทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต หรือเก็บหอมรอมริบจนเกินไป เหนียวจนเกินไป จนสุดท้ายก็ป่วย แบบไม่ตั้งใจ แต่ไม่เงินเงินออมรักษา เพราะสภาพคล่องทางการเงินไม่มี  ด้วยเหตุหนี้ เมื่อคุณเริ่มเข้าใจว่าตอนนี้คุณอยู่ในสถานการณ์ ที่ตึงงงงง  จนเกินไปแล้วละก็  ถ้าหากเราสามาถยืดระยะเวลา หนี้ระยะสั้นให้เป็นหนี้ระยะยาวได้ล่ะก็ จะเป็นอีกทางออกหนึ่งที่จะทำให้คุณเกิดสภาพคล่องทางการเงินได้ ซึ่งในลำดับที่ 2 นี้ให้คุณแยกประเภทหนี้ ระยะสั้น และหนี้ระยะยาวไว้ก่อนนะคะ

person-woman-hotel-laptop-696x371

3.จดบัญชีรายรับรายจ่าย

หลังจากที่แยกประเภทหนี้แล้ว และรู้จักหนี้ตัวเองดีแล้ว ตามข้อ 1 และข้อ 2  ในข้อ 3 นี้ให้คุณลอง list รายการของรายจ่ายที่จำเป็นออกมาจริง ๆ แล้วก็จะพบว่าในแต่ละวันเราเสียเงินเปล่าโดยใช่เหตุไปกับอะไรบ้าง เช่นค่าไอศกรีม แพง ๆ อาหารแพง ๆ  โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อคุณเป็นหนี้แบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามคือ คุณต้องรู้ว่า ในแต่ละวัน คุณสามารถซื้ออะไรได้หรือไม่ได้  จากนั้น เมื่อตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว  ในขั้นตอนที่ 3 คุณก็เริ่มจะเห็นเงินออมที่คุณพอจะมีได้แล้วล่ะค่ะ

TIPs:

  • ถ้าหากคุณต้องการเพิ่มเงินออมในแต่ละเดือนให้มีมากขึ้น แถมปัจจุบันคุณยังมีสภาวะไม่ยืดหยุ่นทางการเงิน (คือจะซื้อะไรก็ไม่ได้)  การเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อเปลี่ยนหนี้ระยะสั้น ให้เป็นหนี้ระยะยาว ก็เป็นอีกทางเลือกนึงค่ะ เพราะสมมติว่า หากปกติคุณมีภาระต้องจ่าย 6,000บ./ด. หมดนี้ใน 5 ปี แต่คุณสามรถยืดเวลาให้เป็น 10ปีและลดภาระที่ต้องจ่ายเป็น 3,000-4,000 ได้นั้น เงินจำนวน 2,000 ในแต่ละเดือนถึงอาจจะดูไม่มาก แต่ เงินจำนวนนี้คุณก็ยังสามารถนำมาลงทุนให้เกิดกำไร หรือเปลี่ยนเป็นเงินออมก็ได้ค่ะ

img_8516

4.ขอคำปรึกษาจากเจ้าหนี้ หรือผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับข้อ 4 นี้ เรียกได้ว่าเป็นทางออกที่คนเป็นหนี้หลาย ๆ คนไม่อยากทำ แต่เชื่อเถอะค่ะ นี่คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะการขอคำปรึกษาจากเจ้าหนี้นั้น  ผู้ให้กู้ก็อยากให้ผู้กู้ มีเงินจ่ายหนี้ตามสัญญาครบ ไม่เป็นหนี้เสีย หรือหนีหนี้แล้วต้องตามให้เสียอารมณ์ ด้วยเหตุนี้ ในสถานการณ์ที่รุมเร้าคุณมาก ๆ จนบางทีคุณอาจจะไม่มีไอเดียดี ๆ ในการจ่ายหนี้ให้ หมดไวที่สุด ทางออกก็คือหาผู้เชี่ยวชาญและรู้ช่องทางการผ่อนผันการ จ่ายหนี้มากที่สุด นั่นก็คือเจ้าหนี้ หรือผู้ให้คำปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ ก็เป็นอีกทางออกนึงที่ดีค่ะ

reading

5.สุดท้ายคือ มองโลกในทัศนะคติเชิงบวก เข้าไว้

ปัญหาของทุกคนที่เป็นหนี้ก็คือ มักมีทัศนะคติเชิงลบกับทุกอย่าง มีบางกรณีมีผู้ต้องการหยิบยื่นความช่วยเหลือแต่ ผู้เป็นหนี้กลับมองว่าเป็นการ พูดจาเย้ยหยันเสียมาก ด้วยเหตุหนี้ หากมีใครมาให้คำแนะนำในการปลดหนี้ ก็พยายามมองโลกในแง่บวกเข้าไว้ ให้คิดแต่แง่ที่เป็นไปได้  ( มีคำถามว่าถ้าหากคิดแล้วเป็นไปไม่ได้ล่ะ – ง่ายมาก หากคุณคิดแล้วเป็นไปไม่ได้ ก็ให้คนที่เสนอความคิดว่าเป็นไปได้ ทำได้ ลองเปิดใจให้เขาช่วยดูสิ ไม่แน่เขาอาจจะมีทางออกที่ดีจนคุณนึกไม่ถึงก็ได้ )

toon-psom-noยังไงก็อยากขอฝากไว้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของการปลดหนี้ก็คือ “พยายามอย่าไปเป็นหนี้เพิ่มอีก” ค่ะ ซึ่งหากมีหนี้อยู่ก็พยายามเรียนรู้ รายรับรายจ่าของตัวเองให้ดี รวมถึงรู้จักหนี้ของตัวเองให้ดี และท้ายสุด หากเป็นไปได้ การออมเงินในขณะที่เป็นหนี้ของคุณควรจะมีเป้าหมายสำคัญ ๆ เช่น ออมไว้เผื่อฉุกเฉิน อุบัติเหตุ ทำนองนี้ หรือหากออกมไว้ลงทุนแบบนี้ ก็จะทำให้คุณมีกำลังใจในการออมและมีวินัย ในการออมและปลดหนี้ที่ดีได้ค่ะ

สุดท้ายนี้อย่าลืมแชร์ บทความเรื่อง “ปลดหนี้อย่างไรให้มีเงินออม” ให้คนที่คุณแคร์ หรือคนที่กำลังมีปัญหาเรื่องหนี้อ่านนะคะ เผื่อเป็นแสงสว่าง และทางออกในการจัดการหนี้ค่ะ  ขอบคุณค่ะ


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุริกิจนึงที่เรียกได้ว่าน่าจับตามอง และยังสวนกระแสเศรษฐกิจ อยู่เสมอนั่นก็คือ อสังหาริมทรัพย์ เพราะ บ้าน และที่อยู่อาศัยนั้น เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานของ ชีวิต ที่คนเรานั้นต้องการอยูเสมอ

pexels-photo-321177

โดยในเรื่องของที่อยู่อาศัยันั้น สิ่งนี้เป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตที่หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นกันในคำว่า “ปัจจัย4” ตามหลักพระพุทธศาสนานะคะ ที่ว่าด้วยความจำเป็น พื้นฐานของชีวิตทั้ง 4 อย่างได้แก่

  1. อาหาร
  2. ที่อยู่อาศัย
  3. เครื่องนุ่งห่ม
  4. ยารักษาโรค

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เรื่องของที่อยู่อาศัยนั้น เป็นเรื่องสำคัญอันดับ  2 เลยทีเดียว เพราะว่าหากพูดถึงสมัยพุทธกาลหรือสมัยก่อนนั้น หากบ้านไหนมีการกินอยู่ดี อาหารเยอะ บ้านนั้นก็จะมีที่อยู่อาศัย ดีซึ่่ง การมี่ที่อยู่อาศัยดีนั้น ย่อมบ่งบอกถึง “ฐานะ” และการรมีตัวตนทางสังคมไปในตัวค่ะ

 

สำหรับในแง่ของการลงทุนนั้น การลงทุนด้านอสังหา ก็นับเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดอีกหนทางนึง เพราะเรามักจะเข้าใจกันได้ง่าย ๆ เลยว่า หากเราซื้อในทำเลดี ราคาย่อมเพิ่มขึ้นทวีคูณ ( ดูไอเดียการเลือกอสังหาของ โดนัลทรัมป์ เศรษฐีอสังหา อันดับโลกได้ที่นี่ )  ซึ่งในบทความนี้จะมาแนะนำ 8 ไอเดียเจ๋ง สร้างรายได้ง่าย ๆ จากอสังหาฯ กันค่ะ

pexels-photo

1.การลงทุนในอสังหาฯ แบบปล่อยเช่ารายเดือน

อันนี้เรียกได้ว่า เป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมที่สุดค่ะ สำหรับผู้มีทุนอยู่แล้ว การ “เลือกลงทุนในทำเลดี+มีกลุ่มผู้เช่าดี” ก็เหมือนกับการนำเงินสดแปรสภาพเป็นสินทรัพย์ ซึ่งสินทรัพย์ตัวนี้ ให้ดอกเบี้ยดีกว่าธนาคารหลายเท่าตัวค่ะ แถมการดูแลก็ไม่ยากอาจจะแค่เดือนละครั้ง แต่ะสำหรับผู้ที่มีทุนน้อยแต่อยากลงทุนซื้ออสังหา เช่นคอนโด หรือบ้าน ปล่อยเช่านั้น ส้มก็มีทริคคือ ให้คุณให้ความสำคัญกับ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนให้ดี และดูโอกาสในการปล่อยเช่า ซึ่งในเรื่องนี้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ คุณต้องมีรายได้ช่องทางที่ 2 มาจ่ายค่าผ่อน และมีรายได้จากช่องทางหลัก ( อาจจะมากจากเงินเดือนประจำ ) มาช่วยโปะ แบบนี้  นอกจากคุณจะจัดการปัญหาเรื่องหนี้ให้หมดเร็วแล้ว ยังเป็นการสร้างเครดิตที่ดี แถมอาจจะยังมีเงินที่ได้จากการปล่อยเช่า เป็นช่องทางที่ 3 ในการลงทุนปล่อยเช่าที่ต่อไปด้วยค่ะ

 

iceland-hotel-bedroom-hostel

2. การลงทุนอสังหาฯ แบบ ปล่อยเช่ารายวัน

สำปรับเทรนด์การปล่อยเช่ารายวันนั้น บางคนอาจจะงงว่าต่างกับรายเดือนอย่างไร? อันนี้ส้มอยากให้ลองนึงถึง การปล่อยเช่ารายวันก็คือ โรงแรม hostel ดูนะคะ ซึ่งการลงทุนในอสังหาแบบ ปล่อยเช่ารายวันนั้นก็เรียกได้ว่า กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากอีกช่องทางนึง เนื่องจากปัจจุบันมี คนบางกลุ่มมีความนิยมในการเลือกที่พักแบบ “ขอให้ได้นอนก็พอแล้ว” การลงทุนแบบปล่อยเช่ารายวันชนิด hostel เลยมักจะเห็นได้มากในรูปแบบ ดัดแปลงอาคารพานิช เป็นห้องเช่าน่ารัก ๆ  ซึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือ ความคิดที่สร้างสรร ที่ทำให้ hostel ของคุณน่าพัก และการมองกลุ่มเป้าหมายของคุณ ยิ่งหากคุณมีทำเลดี ธุรกิจ hostel นี้ก็สร้างกำไรให้คุณได้อย่างงามทีเดียวค่ะ

 

3.การลงทุนชนิด “เก็งกำไร” ใบจอง

สำหรับการเก็งกำไรนี้ เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมและเหมาะสำหรับคนที่ชอบอารมณ์ “ซื้อไว-ขายคล่อง” เพราะหาก คุณเลือกลงทุนซื้อใบจองในทำเลที่ดี และเป็นที่นิยมแล้ว การขายใบจองก็ย่อมทำง่าย แถมทำกำไรได้ดี แต่การลงทุนชนิดนี้ผู้ลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการเรียนรู้เรื่องวงรอบในการซื้อขาย เช่น ต้องรู้เวลาดังต่อไปนี้

  • ช่วง promotion
  • ช่วงก่อนและหลัง pre-sale
  • ช่วงก่อสร้าง
  • ช่วงสร้างเสร็จ
  • ช่วงก่อนโอน
  • ช่วงหลังโอน

ซึ่งแต่ละช่วงก็เรียกได้ว่าสามารถทำกำไรได้แตกต่างกัน ซึ่งผู้ซื้อต้องทำการบ้านเสียหน่อยนะคะ โดยบางโครงการอาจจะมีโปรโมชั่นออกมาเป็นระรอกยังไงผู้ลงทุนก็ควรจะศึกษาทำการบ้านสักหน่อยค่ะ ถึงจะทำกำไรได้ดี

building-joy-planning-plans

4.การลงทุนชนิด ซ่อมและขาย

สำหรับการลงทุนชนิดนี้เรียกได้ว่า เป็นช่องทางรวยของใครหลาย ๆ คนค่ะ สิ่งสำคัญของการลงทุนชนิดนี้คือ “ราคา” และ “ไอเดีย” ค่ะ โดย ราคานั้น คือราคาซื้อที่ประเมิณเบื้องต้นแล้วพอเห็นภาพได้ง่ายว่า เมื่อซ่อมเสร็จ จะทำกำไรได้ มากกว่าเท่าตัว โดยสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีผู้สนใจซื้อส่วนใหญ่นั้น มาจากความสวยงาม และดีไซน์  ค่ะ ซึ่งหลาย ๆ คนที่ชอบดีไซน์อยู่แล้วเมื่อซ่อมแซมไปหลาย ๆ ที่ก็มักจะมีไอเดียสวย ๆ ในการออกแบบ เพราะความรู้ในด้านดีไซน์นั้นได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ จนสุดท้าย ก็กลายเป็น style เฉพาะตัวที่ใคร ๆ เห็นแล้วอยากได้ อยากมีค่ะ

shutters-caribbean-architecture-door-37827

5.การลงทุนชนิด นายหน้า

การลงทุนประเภท นายหน้านั้น มักได้รับคำนิยามว่าเป็นการลงทุนชนิดจับเสือมือเปล่าอยู่เสมอ ถึงแม้กำไรที่ได้จากการเป็นนายหน้านั้นอาจจะมีเพียง 2-4% แต่ลองนึกดูว่าหากขาย บ้านหรือที่ดินมูลค่า 40ลบ. และเมื่อค่านายหน้าอยู่ที่ 3% ได้ คุณก็จะได้กำไรถึง 1.2ล้านทีเดียว  ซึ่ง การลงทุนชนิดนี้ เรียกว่า คุณอาจจะต้องใช้ความอดทนสูงในการจับคู่ เจ้าของเงินทุนกับ เจ้าของสินทรัพย์ ที่ต้องการขาย ให้มามีเคมีตรงกันให้ได้ ค่ะ ซึ่งถึงแม้จะดูยุ่งยาก แต่ก็มีหลาย ๆ คนประสบความสำเร็จจากการลงทุนชนิดนี้ไม่น้อย หรือบางคนก็เป็นเป็นเว็บไซท์ นายหน้าให้เลือก เป็นบริษัทฯ ดัง ๆ ที่เห็น ๆ กันได้ทั่วไปค่ะ

 

 

โดยนอกเหนือจาก 5 ข้อที่ยกมานี้ก็ยังมีการลงทุนในอสังหารูปแบบอื่น ๆ อยู่นะคะเช่น การพัฒนาที่ดินแล้วขาย การลงทุนในกองทุนอสังหา การลงทุนกับนักธุรกิจอสังหาประเภทต่าง ๆ ค่ะซึ่งก็ถือว่าเป็นไอเดียการลงทุนที่น่าสนใจอีกเช่นกัน ที่ได้รับความนิยม

toon-psom-ok

สำหรับบทความนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังมองหาไอเดีย รวย ทำเงินง่ายๆ นะคะ หากคิดเห็นอย่างไร สามารถส่งข้อความติดชมมาใน facebook fanpage ได้ค่ะ

ปล.อย่าลืมแชร์ให้คนที่คุณแคร์อ่านนะคะ เผื่อเป็นช่องทางในการทำเงินดี ๆ อีกช่องทางนึงค่ะ


หากพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจ ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น การใช้เงินแลกเปลี่ยนก็ถือว่าเป็น เรื่องสากลของโลกไปแล้วตั้งแต่ธุรกิจยุค 1.0 และ 2.0 แต่ พอเริ่มยุค 3.0 ที่ผู้บริโภคเรียกได้ว่า เลือกได้นั้น ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ สร้าง “ธุรกิจทางเลือก” ขึ้นมาบริการเพื่อตอบโจทย์คนยุค 3.0 หรือตั้งแต่ Gen Y ได้ดีเป็นอย่างมาก โดยเมื่อเริ่มเข้ายุค 4.0 ผู้ประกอบการ หลาย ๆ ท่านอาจจะเริ่มสังเกตุว่าธุรกิจที่ต้องวิ่งเข้าหาหน้าร้านเพื่อซื้อของ หรือจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินสดนั้น ลดลงไปอย่างมาก ในบทความนี้จะมาพู่ดถึงสาเหตุและ 5 สัญญานเตือน กันค่ะ ว่าอนาคตของ ธุรกิจ”เงินสด”นั้นจะเป็นอย่างไรบ้างในยุคปัจจุบันหรือที่เรียกกันว่า ยุค 4.0 นั่นเองค่ะ

pexels-photo

ก่อนอื่น อยากให้ลองสังเกตุห้างบางห้างที่เน้นขาย คอมพิวเตอร์ดูก็จะพบว่า ในช่วง เปลี่ยนถ่ายจากยุค 3.0 สู่ยุค 4.0 ที่ผ่านมานั้นก็มีร้านที่ล้มหายตายจากกันไปมากเนื่องจากสาเหตุหลัก ๆ ที่พบได้ก็คือ “การตลาดทางเลือก” ซึ่ง “การตลาดทางเลือก” นี้ในสมัยธุรกิจยุค 2.0 นั้น เริ่มแรกอาจจะคุ้นหูจากคำว่า”ขายของออนไลน์  และเมื่อก้าวสู่ยุค 3.0 การตลาดทางเลือกนี้ก็ได้รับคำนิยาม ใหม่ว่า “ธุรกิจ E-commerce” โดยในยุค 2.0 และ 3.0 ที่ผ่านมานั้น อาจจะไม่ใช่หัวข้อสำคัญที่คน พูดถึงเป็นประเด็นหลักกันนัก แต่ทว่า ในช่วงปี 2559-2560 นี้ ทั้งทางภาครัฐและเอกชน ต่างก็ตอบรับ “การตลาดทางเลือก” ด้วยเพราะสาเหตุที่ว่า “เทคโนโลยี” มีการเติบโตเป็นอย่างมาก

และก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อธุรกิจด้านเทคโนโลยีสมารทโฟนเติบโตได้มา ราคาสินค้าก็ถูกลงจนคนสามารถ มีสมาร์ทโฟน ติดตัวได้ในราคา หลักร้อยจนถึง พันกว่าบาท  ซึ่งสิ่งที่สำคัญต่อด “การตลาดทางเลือก” นั่นก็คือ “สมาร์ทโฟน 1 เครื่องก็เปรียบเสมือน TV หรือ Brochure และ sales”  ที่เจ้าของธุรกิจสามารถสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงได้อย่างง่ายดายใน 15 นาที

และด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภค ทีเ่ปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เวลาว่างมาดู TV กลายเป็นเล่น Social / Chat แทนแล้ว จึงทำให้ “การตลาดทางเลือก” กลายมาเป็น “การตลาดหลัก” ที่ทุกคนให้การยอมรับว่า ได้ผลตอบรับดีกว่าการสื่อสารในยุคเก่าผ่าน TV, Radio , Leaflet, DirectMail รวมถึง Newspaper หรือหนังสือพิมพ์และการโฆษณาผ่านนิตยาสาร

e-payment

ซึ่งในปี 2557  นี้ก็มีผลสำรวจจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเผยในเรื่องพฤติกรรมการใช้เงินของคนไทยด้าน e-payment ว่าปัจจุบันพบว่า

  1. มีการใช้ Mobile Banking มากสุด 59%
  2. eMoney 50%
  3. Internet Banking 32%
  4. ATM/Debit Card 12%
  5. Credit Card 10%

ซึ่งอัตตราการเติบโตของ ข้อ 1-5 ที่ยกมานี้ ก็คือรูปแบบการใช้จ่ายผ่านระบบ internet หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า e-payment นั่นเองค่ะ โดยจริง ๆ แล้ว 5 ข้อที่ยกมานี้อยากจะเรียกว่าเป็น 5 สัญญานเตือนเลยก็ได้ค่ะ  เพราะว่าถ้าหาก อัตตรา การสมัคร account epayment มากขึ้นเท่าไร นั่นก็แสดงว่า  “ธุรกิจประเภทเงินสด” มีโอกาส “เสี่ยงเจ๊ง” กันมากขึ้นค่ะ

ซึ่งหากนับข้อมูลย้อนหลังไป 3 ปีจากปี 2555-2557 ก็จะพบว่าการเติบโตของธุรกรรมประเภท E-payment มีการเติบโตมากถึง 21% ซึ่งเป็นไปตาม ธรรมชาติที่ยุคเทคโนโลยี online สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉำพาะเมื่อประชากรไทยมี smart phone ใช้กันได้ “ในราคาถูกกก” มากขึ้นค่ะ  แล้วจริง ๆ หากลองนำสถิติย้อนหลังก่อนหน้านี้มาเทียบดูอีกตั้งแต่ปี 2553 – 2557 ก็จะพบว่ากราฟเส้นที่เอาไว้ใช้ทำนาย จะบ่งชี้ว่า ธุรกิจ e-payment จะยิ่งเติบโตด้วยความรวดเร็วค่ะ

สำหรับเรื่อง 5 สัญญานเตือนสำหรับธุรกิจเงินสดนั้น ถ้าสรุปโดยง่ายก็คือ หากธุรกรรมประเภท e-payment เติบโตมากขึ้นเมื่อไร โอกาสในการ ขายสินค้าเงินสดก็มีโอกาสที่จะขายยากมากขึ้น  ซึ่งในยุค 4.0 นี้ส้มคาดว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนการพกเงินสดเป้นพกเงินออนไลน์เสียมากกว่าเดิมอีก ด้วยเหตุที่ว่า  “ไม่ต้องพกเงินสดติดตัว …ไม่ต้องกลัวโดนปล้น”

อันนี้ยกตัวอย่างเช่นเมื่อก่อนจะซื้อทีวีเครื่อง 20,000 ก็ต้องกดเงินสด แต่เดี่ยวนี้นอกจากมีบริการ รูดบัตรจ่ายเงินแล้ว เขายังมีบริการ โอนเงินผ่าน internet หรือ scan QRcode เพื่อชำระเงินอย่าง alipay ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในขณะนี้ค่ะ ( เพราะเห็นได้ทุก 7-11 และร้านชั้นนำ )

นอกจากนี้จากการสังเกตุ ส้มก็ยังคาดว่าไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงหลักหมื่นขึ้นไป หรือราคาต่ำ ตั้งแต่ราคา 200-1,000 บาท ต่อจากนี้ คนก็จะนิยมจ่ายเงินผ่าน มือถือมากขึ้นเพราะ สามารถ จ่ายและคำนวนประวัติการ ใช้จ่ายได้เลย ( อันนี้ยกตัวอย่างของประเทศจีนเขาก็มี ใช้จ่ายกันแล้วนะคะ  เช่นกินอาหารตามสั่งก็จ่ายด้วย wechat/ alipay ได้ )

bloggerjob

สุดท้ายนี้ข้อมูล 5 สัญญาณเตือนที่เป็นช่องทาง e-payment ที่ยกมานั้นอาจจะดูน่ากลัว แต่ถ้าส้มคิดว่าถ้าหากธุรกิจประเภทเงินสดทั้งหลายรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุค มากขึ้น เปิดรับช่องทาง e-payment มากขึ้น ก็อาจจะเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการขายที่ดี เรียกว่า “มาก่อนได้ก่อน” ก็ได้ค่ะ

toon-psom-hengheng

สำหรับบทความนี้ อยากตั้งใจเขียนให้หลาย ๆ ท่านลองตระหนักถึงช่องทางการจ่ายเงินประเภท e-payment ตาม 5 ข้อที่ยกมาแล้วลองนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของท่านดูค่ะ ซึ่งหวังว่าหากท่านได้รับรู้และเห็นช่องทางแล้ว บทความนีั้ก็จะเป็นประโยชน์ของท่านไม่น้อยเลย ยังไงก็อย่าลืมกด like กด shareให้กำลังใจกันนะคะ แล้วส้มจะพยายามนำ เรื่องราวเกี่ยวกับ การเงิน การสร้างเครดิต และบทความดี ๆ มาลงให้อ่านเรื่อย ๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ
( ปล.เขียนวันวาเลนไทน์พอดี ยังไงก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านแฮปปี้วาเลนไทน์นะคะ )

 


สวัสดีค่ะ วันนี้ส้มขอนำคุณมาพบกับเรื่องราวของการหารายได้เสริมที่เรียกได้ว่า เป็นกระแสนิยมของทุกยุคทุกสมัยกันดีกว่าค่ะด้วยเรื่อง อาชีพเสริม ที่หลาย ๆ คนที่กำลังทำงานประจำอยู่ อาจจะยังมองไม่ออกว่า ควรทำอาชีพอะไรดี ที่เหมาะกับตัวคุณแล้วสามารถสร้างรายได้ให้กับคุณจนเป็นกอบเป็นกำจนถึงหลักแสนได้ซึ่งในวันนี้ส้มจะมานำเสนออาชีพ ที่เชื่อว่ามนุษเงินเดือนหลาย ๆ ท่านสามารถทำได้หลังเลิกงานค่ะ โดยขอบอกไว้ก่อนนะคะว่าอาชีพที่ยกมาให้ทราบกันต่อไปนี้ เป็นอาชีพที่เหมาะกับยุคสมัย 2017 สุดๆ ค่ะ

ซึ่งหวังว่าอาชีพนี้จะช่วยปลดหนี้ และสร้างเครดิตดีให้คุณได้ค่ะ

  • อาชีพที่ 1 อาชีพ รับจ้างทั่วไป

    อาชีพเสริมปลดหนี้

    อันนี้เรียกได้ว่า ทำต่อยอดสาขาอาชีพดีกว่าค่ะ เช่น
    หากคุณเป็นนักบัญชี คุณก็รับอาชีพเสริมด้านจัดการบัญชี หรือรับปรึกษาดูแลบัญชี
    หรือหากคุณมีอาชีพด้านกราฟิก ก็รับอาชีพเสริมรับทำ แบนเน่อ รับทำกราฟิก
    โดยในข้อแรกนี้ เรียกได้ว่า มีแต่ได้กับได้ เพราะนอกจากได้ฝึกฝนทักษะในการทำงานประจำแล้ว คุณยังสามารถเสริมประสบการณ์ที่มาพร้อมเงินและความรู้จากการทำงานในสาขาที่ตัวเองถนัดด้วยค่ะ

  • อาชีพที่ 2 อาชีพ บล็อกเกอร์ รีวิวเว่อร์ สร้างแฟนเพจ

    bloggerjob

    สำหรับอาชีพบล้อกเกอร์นั้นถึงดูแล้วได้รับความนิยมลดลงบ้าง แต่ปัจจุบัน ก็ยังมีผู้ทำเป็นเป็นอาชีพหลักอยู่
    แต่ม้ักจะได้เห็นในรูปแบบของ แฟนเพจเฟสบุคเสียมากกว่า เช่น แฟนเพจที่เคยได้ยินกันอย่าง เจี้ยบ จ่า พิกเซล แบบนี้ก็อยู่ในรูปแบบการทำบล้อกเกอร์เหมือนกันเพราะเมื่อไรก็ตามที่ แฟนเพจ หรือบล้อกที่เราทำมีคนติดตามเยอะแล้ว ก็สามารถ ประกาศหาผู้ลงโฆษนา และทำรายได้เสริมได้ ถัดมา อาชีพรีวิว นี้หากถ้าคุณไม่ได้ มีบล้อก ก็ยังมีกลุ่ม ที่รับสมัคร คนทดสอบ รีวิวผลิตภัณฑ์อยู่ ยิ่งหากคุณ ดูแลตัวเอง มีรูปโปรไฟล์ที่หล่อสวย ละก็ รับรองเผลอ ๆ คุณอาจเป็นดาราในข้ามคืน

  • อาชีพที่ 3 อาชีพ นักลงทุน นักเล่นหุ้น นักเก็งกำไร

    นักเก็งกำไร

    อันนี้เรียกว่าเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมมาอยู่เสมอ ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะเหมาะกับผู้ที่พอมีทุนอยู่บ้าง สำหรับการเก็งกำไร ยกตัวอย่างเช่น การซื้อพระเครื่อง ซื้อทอง ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ของเหล่านี้ หากสังเกตุใหเป็นแล้ว รอเพียงเวลาปีนึง ราคาก็อาจเพิ่มสูงถึง 4 เท่า หากมีการเล่นกระแสหรือเป็นที่ต้องการอย่างมาก และไม่ต้องใช้ความรู้มากเสียเท่าไร รวมถึงทฤษฎีอะไรเยอะด้วย แต่หากคุณ มีความรู้ และถนัดด้านตัวเลข การลงทุนในการ เล่นหุ้นก็ถึอว่าเป็นการลงทุนเพื่อสร้างรายได้เสริมที่ได้รับการนิยมเป็นอย่างมากช่องทางหนึ่งอีกเช่นกัน

  • อาชีพที่ 4 อาชีพ ถ่ายภาพ

    อาชีพนักถ่ายภาพขอเพียงคุณถ่ายภาพสวยแล้วลงเว็บ ขายภาพล่ะก็ได้เงินแน่นอน

    ถึงแม้จะดูน่าขันว่า จะสร้างเงินได้อย่างไร แต่ในวงการศิลป วงการกราฟิก ภาพบางภาพก็ไม่ได้หากันง่าย ๆ ด้วยเหตุนี้ ในต่างประเทศจึงมีเว็บใให้บริการ ฝากขายภาพเปิดให้บริการ และมีผู้ซื้อเป็นอย่างมาก
    โดยสิ่งที่คุณต้องทำก็มีแค่เพียง ถ่าย ถ่าย ถ่าย แล้วก็ถ่าย ในสิ่งที่คุณชอบ ก่อน แล้วไปสมัครสมาชิก เว็บขายรูปภาพ ( ลองค้นดูนะมีเพียบ อย่าง shutterstock.com ) ซึ่งหากคุณจับทางถูก ภาพ
    บางประเภทก็จะมีสถิติแสดงให้ดูอีกว่า คนต้องกานรอะไร แล้วสิ่งที่คุณต้องทำก็คือ หาเวลาว่างจากการทำงานเช่น ตอนพัก หรือตอนเลิกงาน วันหยุด ถ่ายรูปเล่น ระหว่างกลับบ้านหรือ ทริปเดินทาง แล้วแทนที่จะแชร์ลง
    เฟสบุค ก็แชร์ลง เว็บขายรูป จากนั้นก็แชร์ลิงของเว็บขายรูปลงเฟสอีกที แบบนี้นอกจาก รับรองว่า การถ่ายรูปครั้งต่อไปของคุณ จะกลายเป็นเงินแน่นอน

  • อาชีพที่ 5 อาชีพ youtuber นักทำรายการ

    online-somrichstory-around-the-word

    ในสมัยก่อน รายการ tv จะสร้างรายได้จากการที่ทำให้ รายการตัวเองน่าสนใจ แล้วจึงมี sponsors มาขอโฆษนา โดยปัจจุบันในยุคดิจิทัลที่ มีการเปิดกว้างให้สามารถเผยแพร่สื่อ สู่สายตาคนทั้งโลกอย่างเสรี ที่ได้รับความนิยมนั้น อาชีพ youtuber ก็เป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้หลักแสนมาแล้วให้กับหลาย ๆ คนโดยวิธีทำก็ไม่ยากเลย เพียงคุณแค่ ทำวีดีโอน่าสนใจยาวอย่างต่ำ 3-5 นาที แล้วลงกับ youtube ให้ดังข้ามคืนอย่าง คลิป “บอกรักผัว” คลิป “เหนียวไก่” ได้ ส้มรับรองได้เลยค่ะว่าชื่อเสียงมา เงินก็จะมาในไม่ช้า หรือถ้าคุณมีหัวคิดครีเอทเป็นคลิปยาว อย่างเช่น บี้เดอะสกา เสือร้องไห้ และอีกหลาย ๆ คน จนสามารถทำเป็นรายการได้ ในไม่ช้าคุณก็จะมีสปอนเซอร์ดัง ๆ มาขอลงเป็นรายปีเองซึ่งในลำดับที่ 5 นี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพยอดฮิตในตอนนี้เลยก็ว่าได้ ที่สามรถสร้างรายได้แบบ passive income ให้คุณ

  • อาชีพที่ 6 อาชีพ “ขายของ” ( ขายตลาดนัด ฝากขาย และขาย online )

    person-woman-hotel-laptop-696x371

    สำหรับอาชีพสุดท้ายนี้ เรียกได้ว่ากี่ยุค ๆ ก็ได้ผล ยิ่งในยุคปัจจุบันที่สามารถ ลงขายของผ่าน internet ได้อย่างอิสระเสรี การขายของ online จึงเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วซึ่งถ้าหากคุณไม่ถนัด online ละก็ ส้มก็อยากให้คุณลองมองหาตลาด ๆ ไกล้ ๆ บ้านดูแล้วลอง ใช้วิธีการ “ฝากขาย” สินค้า หรือถ้าหากคุณมีความถนัดในการใช้งานเว็บไซท์ เล่นเฟสบุค หรือ social
    จนมีเพื่อนเยอะ ๆ ก็ให้คุณลอง โพสสินค้า ที่น่าสนใจแล้วเริ่มต้นขายกับเพื่อนของคุณดูก่อน เพื่อทำความคุ้นเคยกับระบบการขายแบบ online ซึ่งหากถ้าคุณคุ้ันเคยแล้ว ก็ลองยกระดับจากขายเพื่อนมาเป็น
    ลงโฆษนากับ google, facebook, instragram แบบนี้ดูรับรองว่า หากสินค้าคุณเป็นที่ต้องการของตลาด หรือจับทางถูกล่ะก็ ยอดขายคุณอาจจะมากกว่า แสนต่อเดือน จนสร้างเครดิตดี ปลดหนี้ชีวิต รวยเป็นเศรษฐีเหมือนกับหลาย ๆ คนทีเดียว

ยังไงก็ตามส้มขอฝากไว้สักหน่อยว่าสำหรับ 6 อาชีพที่ยกมา คุณควรจะวางแผน และแบ่งเวลาให้ งานหลัก ไม่กระทบงานเสริมที่ทำ และเมื่องานเสริมมีรายได้ดี ให้คุณแน่ใจแล้วว่า มีเงินเก็บที่จะ ก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือมีเงินสำรองอย่างน้อย 12 เดือน แล้วจากนั้นจึงค่อยตัดสินใจว่าควรจะเอาอาชีพเสริมมาเป็นอาชีพหลักหรือยัง

toon-psom
หากถูกใจก็อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์เป็นกำลังใจในการเขียนบทความนะคะ คิดเห็นอย่างไร หรือต้องการให้เขียนเกี่ยวกับด้านไหนก็สามารถบอกกันผ่านคอมเม้นได้นะคะ ขอบคุณค่ะ


สวัสดีค่ะวันนี้กลับมาพบกับบทความดี ๆ จากทาง somrichstory กันอีกเช่นเคยค่ะ สำหรับประเด็นที่วันนี้จะหยิบยกมาพูดถึงกันก็คือเรื่องของดิจิตอลแบ้งก์กิ้ง ที่กำลังมาแรง  จนคนน้ำตาซึมกันทีเดียวค่ะ…

เนื่องจากคำว่าแรงในที่นี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียของตัวมันเองอยู่ แต่ก่อนที่จะเข้าไปสู่เหตุผลว่าทำไม? เรามาดูสถิติ และทำความรู้จักกับคำว่า Digital Banking กันดีกว่าค่ะ

แนวโน้ม ecommercethai

ข้อมูลแรก :  ในช่วงปี 2559 ที่ผ่านมาในเดือนมีนาคมทางธนาคารทหารไทย ก็ได้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทยมาว่า  ณ ขณะนั้นมีผู้ใช้งาน  Internet Banking  ( โอนเงินทางอินเทอร์เน็ต )  เป็นจำนวนสูงถึง  12,892,097 คน และอีกส่วนหนึ่งก็ยังใช้ บริการ โอนเงินด้วย มือถือ Mobile Banking     11,573,828 คน

etda-survey-e-commerce-2558-c

ข้อมูลชุดสอง :  จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยให้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ของธุรกิจประเภท e-commerce  ว่าปัจจุบันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

https://www.etda.or.th/content/value-of-e-commerce-survey-2016.html

 

ซึ่งข้อมูล ทั้ง 2 ชุดที่ยกมามีความเกี่ยวเนื่องกันก็คือ  ผู้ที่ใช้บริการส่วนใหญ่นั้น เลือกใช้ Digital banking ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าได้ลองหาตามเอกสารวิจัยต่าง ๆ ก็จะมีสถิติบ่งชี้ให้เห็นชัดว่า เมื่อ e-commerce เติบโต โลกของ Digital banking ก็มักจะเติบโตไปด้วย   เหตุผลหลัก ๆ ก็คงหนีไม่พ้น เพราะว่า internet แพร่หลายขึ้น แถม smart phone ก็ยังราคาถูก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยิ่งเป็นส่วนกระตุ้นให้ ผู้คนสามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างง่ายดายโดย ไม่ต้องไปต่อแถวรอที่ธนาคาร

 

pexels-photo

“ลองคิดดูสิว่า….แค่มีมือถือ1 เครื่องก็เปรียบเสมือน มีบัตรเคตรดิต ที่พร้อมจะจ่ายได้ทุกสกุลเงินทั่วโลก”

 

ซึ่งสำหรับคำว่า Digital Banking นั้น  ความหมายที่อธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ นั่นก็คือ  การทำธุรกรรมต่าง ๆ ด้านการเงินผ่าน ระบบออนไลน์ ของสถาบันการเงินต่าง ๆ  หรือถ้าพูดง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ “การโอนเงินผ่านเน็ต” “การซื้อ-ขายของผ่านเน็ต” นั่นเอง โดยเฉพาะปัจจุบัน ผู้ให้บริการมือถือหลาย ๆ จ้าวก็มีบริการเสริมต่าง ๆ ที่สามารถประยุกนำค่าโทรมาซื้อ-ขายของผ่านเน็ตด้วยแล้ว จึงเป็นอีกผลนึงที่ทำให้ การค้าขายทางโลก Digital หรืออินเทอร์เน็ตนั้นเต็บโตด้วยความรวดเร็ว

pexels-photo-259200

ดีจิตอลแบงก์กิ้ง มีด้านดี ก็ต้องมีด้านลบ?

ด้วยความที่สามารถจับจ่าย โอนเงินได้คล่องตัว ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นช่องทางนึงที่เปิดโอกาสให้มิชฉาชีพ คอยฉกฉวยด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ปล่อย application ปลอม ให้กรอก user- password สำหรับโอนเงิน ที่ทำหน้าจอเลียนแบบโปรแกรมของทางธนาคาร ( ในเรื่องนี้ ส้มแนะนำว่า เวลาโหลดแอพฯ ดีที่สุดคือ ต้องโหลดจากทาง appstore หรือ play store เท่านั้น )  หรือปลอมแปลงเว็บไซท์เลียนแบบ ซึ่งข่าวเหล่านี้ก็มีออกมาอย่างต่อเนื้อง  ด้วยเหตุนี้  ก่อนใช้งานทุกหน้าเว็บไซท์หรือ เข้าแอพฯ ผู้ใช้จึงควรแน่ใจก่อนว่านั่นคือ ของจริง ไม่ใช่เว็บปลอมหรือแอพเถื่อน ที่มิจฉาชีพทำไว้หลอกโอนเงินให้ต้องนั่งน้ำตาซึม

toon-psom-oh

ในอีกแง่มุม…เรื่องน้ำตาซึม ก็คงหนีไม่พ้นผู้ประกอบการยุคเก่า ๆ ที่ยอดขายหน้าร้านอาจจะตกฮวบฮาบไปเรื่อย ๆ หากไม่เปลี่ยนแผนการในการขายสินค้าให้รองรับโลก Digital หรือการขายออนไลน์แล้วล่ะ ก็ท้ายสุดอาจจจะต้อง น้ำตาซึม อีกก็ได้เพราะเดี่ยวนี้  ใคร ๆ เขาก็มีรายได้จากการขายออนไลน์กันหมดแล้ว

 

pexels-photo

สุดท้ายนี้ ในช่วงต้น ๆ ของบทความวันนี้ ตามข้อมูลที่ได้อ้างอิงมา หากดูแล้วก็คงเดาได้ไม่ยากว่า โลกแห่ง Digital Bankingนั้น มีแววที่จะเติบโตอีกหลายเท่ากว่าปัจจุบันแค่ไหน …ซึ่งส้มก็อยากฝากข้อคิดในแง่ของการทำธุรกิจ ไว้สักนิดนึงว่า หากคุณทำร้านขายของ ร้านอาหาร หรือบริการอะไรอยู่  การเปิดบริการ ให้สามารถ จ่ายเงินค่าบริการ ค่าอาหารผ่าน digital banking ก็นับเป็นไอเดียที่น่าสนใจ  ( ยกตัวอย่าง ของจีนเขาก็มี aliplay กันแล้ว ที่ใช้ QR code จ่ายค่าข้าวกันได้ )

และ…ถ้าร้านคุณเป็นร้านแรก ๆ ล่ะจะดีแค่ไหน?

แล้วจะดีกว่าไหม…ถ้า ไปร้านอาหารต้องควักเงินหลักพัน

…ไม่ต้องนับแบ้งก์

….ไม่ต้องนับเศษตัง

…….ไม่ต้องพกเงิน…ให้กลัวโดนปล้น

มาถึงบรรทัดนี้ คิดว่าคุณคงพอได้ไอเดียอะไรที่จะต่อยอดธุรกิจ คุณแล้วล่ะ!

 

อย่าลืมกด like กด share เป็นกำลังใจ และติดตามบทความพร้อมข่าวสารด้านการเงิน และธุรกิจได้ตลอดที่นี่ค่ะ


6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงิน สำหรับคนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจ

การออมเงิน

หากพูดถึงการออมเงิน แล้วล่ะก็ เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็กำลังเก็บออมเงินด้วยเหตุผลต่าง ๆ มากมายโดยที่พบได้มากก็คือ

  1. เพื่อซื้อรางวัลชีวิต เช่น บ้านหรูๆ รถหรูๆ มือถือดีๆ หรือของที่ตอบแทนกิเลสและรสนิยมต่าง ๆ
  2. เพื่อเป้าหมายชีวิต เช่น ออมเพื่อลงทุนในธุรกิจ ออมเพื่อจ่ายรายจ่ายประจำ (เช่นค่าเช่า)

ถึงแม้มีคำกล่าวที่ว่า The best defense is a good offense  ที่มีความหมายว่า “การรับมือที่ดีนั้นคือการวางแผนรุกมาอย่างดี” ในเรื่องการลงทุนเพื่อธุรกิจ หรือซื้อของเพื่อเป็นรางวัลชีวิตใด ๆ ก็ตามสิ่งที่มองข้ามไม่ได้นั่นก็คือลำดับพื้นฐานในการออมเงิน ซึ่งมีความสำคัญมาเป็นอันดับแรก ๆ โดยเมื่อเงินออมมีเพิ่มขี้นมาถึงจุดที่ได้กำหนด เป้าหมายไว้ เงินออม เหล่านี้ก็จะกลายเป็น “แหล่งเงินทุน” ชั้นดี ในการลงทุน ซึ่งเรื่องพวกนี้ Richard Brandson นักธุรกิจเจ้าของ Vergin Group  ได้กล่าวในการสัมภาษณ์ในรายการ TED Talk ไว้เป็นแง่คิดที่ดีว่า

 

“ผมคิดว่าการเริ่มต้นธุรกิจโดยไม่มีเงินทุนหนุนหลัง มันเหมือนคุณกำลังขับรถผิดทาง”

richardbranson-tedtalk

source: https://www.ted.com/talks/richard_branson_s_life_at_30_000_feet

ซึ่งตามสถิติแล้ว ถึงแม้ปัจจุบันจะมีสถาบันการเงิน ให้บริการ บัตรกดเงินสดที่สามารถ หยิบยืมเงินในอนาคตมาใช้ได้ เปิดให้บริการเป็นอย่างมาก แต่การหยิบยืมเงินในอนาคตนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นหนทางหนึ่งที่ เรียกได้ว่า “อาจไม่ฉลาดเลย” ถ้าคุณไม่วางแผนการไว้อย่างดี หรือไม่สามารถกู้หรือหยิบยืมเพื่อมาทำให้เกิดกำไรอย่างมหาศาล ตามแผนที่วางไว้ได้

นั่นเพราะว่าในการนำเงินในอนาคตมาใช้นั้น หากคุณไม่เตรียมการไว้อย่างดีล่ะก็ คุณจะต้องเจอปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ ที่มากขึ้นอยู่เสมอ เช่น กรณีที่ไม่คาดคิด กรณีน้ำท่วมครั้งใหญ่  หรือแย่สุดคืออุบัติเหตุ จนไม่สามารถหารายได้เป็นเวลานาน

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำ ไม การเลือก “ออมเงิน” เป็นวิธีที่ชาญฉลาดของ ผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย  โดยเมื่อออมเงินจนกลายเป็น “ทุน” ที่ได้คำนวนไว้อย่างดีแล้ว จากนั้นจึงค่อยต่อยอดมาเปิดธุรกิจ เล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ขยายตัวเมื่อสาขาแรกประสบความสำเร็จ จากนั้น หากเมื่อต้องการขยายสาขา อย่างรวดเร็ว “แต่ไม่มีทุนเพียงพอ” คุณก็สามารถนำยอดขาย และผลประกอบการมายื่นเพื่อขอกู้กับโครงการ ต่าง ๆ ของสถาบันการเงินและธนาคารชั้นนำต่าง ๆ ( ซึ่งเคล็ดลับก็คือ นอกจากกู้ได้แล้ว คุณยังได้ที่ปรึกษาด้านการเงินเพิ่ม หรืออาจจะได้เข้าร่วมโครงการของธนาคารนั้น ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจของคุณอีกด้วย )

ว่าแต่ว่า…. ก่อนที่จะพาคุณไปยัง เรื่องของ การหาแหล่งเงินทุน ในบทความถัดไป เรามาทำความรู้จักกับ 6 วิธีพื้นฐานง่าย ๆ ทีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงินของคุณกันดีกว่า

วางแผนให้ชัดเจน

1.วางแผนให้ชัดเจน กำหนดเป้าหมายด้วย ตัวเลขและเวลา

การวางเป้าหมายในการออมเงินถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ  ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณต้องการออมเงินเพื่อซื้อบ้าน คุณก็ต้องรู้ว่าราคาบ้านที่จะซื้อราคาเท่าไร   หรือหากคุณต้องกาออมเงินเพื่อธุรกิจ คุณก็ต้องรู้ว่าต้องใช้เงินทุนทำธุรกิจเท่าไร จากนั้นจึงเอาต้นทุนที่ทราบมาเป็นเป้าหมายในการออมเงิน

รอบคอบ

2.ค่อย ๆ  ทำอย่างรอบคอบ

การคิดอย่างรอบคอบนั้นจะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญได้อย่างง่าย แถมยังช่วยสร้างนิสัยเป็นคนที่ทำอะไรใส่ใจอีกด้วย ซึ่งสำหรับในเรื่องการออมเงินหากคุณคิดอย่างรอบคอบ คุณก็จะรู้ดีว่า อะไรควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ เช่นหากในแต่ละวันคุณตั้งเงินใช้จ่ายรายวันไว้ที่ 100 แต่หากคุณสามารถ ใช้เงินอย่างประหยัดล่ะก็ คุณอาจจะเหลือเงินถึง 20-50 บาทก็เป็นได้ และเงินจำนวนนี้ อาจจะเป็น “ผลพลอยได้ในการออม” ที่จะทำให้ “ระยะเวลาในการออมของคุณสั้นลง” หรือนำเงินจำนวนนี้มาซื้อสิ่งที่อยากได้สิ่งอื่น ๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องกระทบเงินออมที่เป็นเป้าหมายหลัก

คิดในด้านบวก ละทิ้งความคิดด้านลบ

3.มีความคิดในด้านบวก ละทิ้งความคิดด้านลบ

ในข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าหากมีเรื่องร้าย ๆ เข้ามาในชีวิตคุณจะทำเป็น ทองไม่รู้ร้อน แต่นั่นหมายความว่า ในสถานการใด ๆ ก็ตามที่เกิดเรื่องแย่ ๆ ขึ้นให้คุณพยายามคิดในแง่ดีเช่น

“หากมีเจ้าหนี้เพื่อนมาทวง ก็ให้มองว่า…เขายังให้โอกาสเราคุยอยู่..และยังไม่อยากตัดมิตรภาพ.. ซึ่งถ้าเขาไม่อยากเป็นมิตร..คงส่งคนมายิงหรือ เลิกคุยไปแล้ว”
“หากทำเงินหาย…ก็มองว่า…ยังโชคดี…ที่ความซวยนี้ไม่ใช่โดนโจรปล้น…..หรืออย่างน้อยคนเก็บก็คงโชคดี..ถือว่าทำบุญ”
“หากรถชนแล้วรถพัง ก็มองว่าอย่างน้อยก็ไม่ตาย รถหาใหม่ได้”

ซึ่งในการคิดในเรื่องบวก เหล่านี้ จะทำให้เมื่อคุณเผชิญกับปัญหาใด ๆ ก็ตามชีวิตคุณจะมีแต่ทางออกอยู่เสมอ รวมถึงทำให้คุณยังสามารถมองเห็นโอกาสในการหาเงิน แบบที่คนอื่นไม่เห็นได้

 

ฝึกสมาธิใช้จ่ายมีเหตุผล

4.ฝึกสมาธิ

อาจจะดูเป็นเรื่องแปลก แต่การฝึกสมาธินั้นช่วยให้ คุณสามารถออมเงินได้ดีขึ้นจริง ๆ เนื่องจากสมาธิจะทำให้คุณไม่วอกแว่ก ต่อเป้าหมายในการออมเงินของคุณได้ง่าย   โดยเคล็ดลับในการฝึกสมาธิก็คือ คุณต้องจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากคุณมีเป้าหมายในการออมเงินอยู่แล้วล่ะก็ พยายามทำเป้าหมายเดิมให้สำเร็จเสียก่อน… ทำไมน่ะหรอ …ก็เนื่องจาก “สมองของมนุษย์นั้นมี สมาธิจำกัด” ซึ่งมีงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นออกมารับรองอย่างต่อเนื่องว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จกับสิ่งที่คุณตั้งใจล่ะก็ คุณต้องมีสมาธิอย่างมากกับสิ่งที่ทำ

ผลัดวันประกันพรุ่ง

5.คิดแล้วทำ งดผลัดวันประกันพรุ่ง

ปัญหาในการออมเงิน ที่พบได้ในหลาย ๆ ท่านก็คือ “ไม่มีวินัย ในการออม” เช่นตั้งเป้าว่าจะเก็บวันละ 100 แต่ก็ทำบ้าง ๆ ไม่ทำบ้างเพราะเห็นว่าเงิน 100 มันน้อยนิด เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ เป็นเดือนๆ เงิน 100 ก็กลายเป็นเงินจำนวนมาก  และเมื่อกลายเป็นเงินจำนวนมากแล้ว หลายคนก็มองว่า “นี่ฉันต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อออมหรือเนี่ย” ..จนในที่สุดก็ล้มเหลวในการออม ด้วยเหตุนี้การ “มีวินัย” จึงเป็นสิ่งสำคัญเสมอ

เป้าหมายการออมเงิน

6.สำคัญที่สุดคือ คำนึงถึงผลลัพธ์ อยู่เสมอ

หากการออมเงินของคุณ มีเป้าหมายอย่างชัดเจนเช่น  จะเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านราคา 1.2ล้านให้ได้ใน 5 ปี ก็ให้คำนึงถึง ผลลัพธ์ก็คือ บ้านที่คุณวาดฝันไว้อยู่เสมอ ๆ ซึ่งการนึกถึงเป้าหมายอยู่เสมอ ๆ นี้จะช่วยให้คุณไม่วอกแว่กต่อกิเลส หรือสิ่งของฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ที่จะมาเบียดเบียนเงินออมของคุณ

6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงินสุดท้ายนี้ หลังจากที่คุณได้อ่าน 6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงิน สำหรับคนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจ แล้วก็หวังว่าการออมเงินของคุณครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จได้อย่างง่ายได้  ซึ่งในประเด็นของ การออมเงินเพื่อการลงทุนนั้น ส้มจะมากล่าวให้ฟังในบทความถัดไปนะคะ ว่าเราสามารถ ออมเงินเพื่อการลงทุน และหาแหล่งเงินทุนเพื่อการลงทุนได้อย่างไร  อย่าลืมกด like กด share เป็นกำลังใจ กันนะคะ ขอบคุณค่ะ


ปัจจุบันกระแสคำว่า “อิสระภาพทางการเงิน” นี้เรียกได้ว่ายอดนิยมกันอย่างมาก ไม่ว่าอยู่วงการไหน ๆ หรือทำอาชีพอะไร ก็มักจะมีผู้ที่ ออกมาแสดงตัวตนทางสังคมว่า ตัวเองได้ปลดหนี้  และเป็นอิสระภาพทางการเงินแล้ว อย่างชัดเจน แต่สำหรับคำว่า อิสระภาพทางการเงินนั้น จริง ๆ แล้วก็มีอันดับที่เราพอจะสังเกตได้ว่า ตอนนี้ตัวเอง หรือผู้ที่จะสำรวจนั้นอยู่ในระดับไหน หรือขั้นไหนแล้ว  เพื่อที่ท้ายสุด หากเรารู้ความสามารถ รู้ตัวตนแล้ว ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ การลงทุนในธุรกิจใด ๆ นับจากนี้ ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าปกตินั่นเอง

ซึ่งในวันนี้ทางส้มขอนำเนื้อหาเกี่ยวกับการสำรวจ ระดับอิสระภาพ ทางการเงินมาให้ดูกันค่ะว่า มีอย่างไรบ้าง

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 1 คือ : “มีเงินเก็บจนสามารถรับมือเหตุฉุกเฉินได้”

 

อิสระภาพทางการเงิน                นี่เรียกได้ว่าเป็นระดับต้น ๆ เพราะการที่เราสามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินหรือเรื่องราวไม่คาดคิด เช่น ป่วยกระทันหัน น้ำท่วมนั้น มีผลสำรวจมาว่าผู้ที่อยู่ในระดับแรกนี้จำเป็นต้องมีเงินสำรอง เป็นจำนวน 6 เท่าของรายจ่ายประจำในแต่ละเดือน  ซึ่งเงินสำรองนี้จะสามารถรับมือกับเหตุไม่คาดคิดต่าง ๆ ได้อย่างดี  ยกตัวอย่างเช่น  หากคุณมีค่าใช้จ่าย ค่ากินค่าที่พัก เป็นรายจ่ายประจำ เฉลี่ยแล้ว ตกเดือนละ 20,000 บาท  เราก็ควรจะมีเงินเก็บอยู่ที่ 6 เท่าก็คือ ประมาณ 120,000 บาทนั่นเอง

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 2 คือ : อยู่เฉย ๆ

เสือนอนกินเงินเก็บงอกเงยเอง

สำหรับคำว่า passive นั้นคนไทยอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า เสือนอนกิน ยกตัวอย่างเช่นหากคุณลงทุนในธุรกิจหนึ่ง แล้วมีเงินรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 20,000บาท โดยที่คุณไม่ต้องไปดูแล เช่น ปล่อยบ้าน หรืออสังหาให้เช่า  โดยในระดับนี้ เรียกได้ว่าต่อให้คุณอยู่บ้าน อยู่เฉย ๆ และหากใช้จ่ายม่เกิน รายได้ที่ได้มา คุณก็จะจัดอยู่ในระดับที่เรียกว่า เสือนอนกินเลย

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 3 คือ : เป็นอิสระจากการทำงาน

อิสระจากการทำงาน

ในขั้นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เกิดธุรกิจในระดับที่ 2 ที่คุณลงทุนไป แล้วได้ผลกำไร งอกเงยเป็นรายได้ประจำ จนรายได้นั้น มีมูลค่าเท่ากับหรือมากกว่า เงินเดือนจากการเป็นลูกจ้างในแต่ละเดือน  สมมติว่าถ้า คุณทำงานประจำโดยมีค่าจ้างเดือนละ 30,000 แล้วหากคุณลงทุนในการปล่อยเช่าอสังหา ( หรือมีรายได้จากปันผลธุรกิจประจำ ) เป็นจำนวน 30,000 ต่อเดือนโดยที่คุณไม่ต้องไปดูแลกิจการนั้น ก็แสดงว่า  ถึงตอนนี้คุณก็เป็นอิสระจากการทำงานแล้ว  แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกทำงานต่อ หรือลาออก เพื่อใช้เวลาในการหาเงินช่องทางใหม่ ๆ เพิ่ม!

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 4 คือ: ซื้อของได้ตามใจ

ซื้อของได้ตามใจ

ในขั้นนี้ยกตัวอย่างเช่น คุณมีรายจ่ายในการใช้ชีวิต หรู ๆ  ประจำต่อเดือน กินเที่ยว ยังไงก็ไม่ถึง 50,000 บาทต่อเดือน แต่ธุรกิจที่คุณทำ นั้นมีกำไรเกินกว่า 200,000 บาทต่อเดือน พอถึงระดับนี้แล้วล่ะก็…  คุณสามารถ นำเงินส่วนที่เหลือดึงออกมาส่วนหนึ่งมาซื้อของ เพื่อตอบโจทย์กิเลสของคุณได้อย่างสบาย เช่นของแบรนด์เนม  รถซูปเปอร์คาร์  หรือการเที่ยวรอบโลก

 

อิสระภาพทางการเงินระดับที่ 5 คือ : สภาวะลอยตัว

 

รวยแล้วแชร์เพื่อสังคม                เมื่อถึงระดับนี้คนส่วนมาก มักจะมีเงินเหลือเฟือเพื่อซื้อของตอบโจทย์กิเลสตัวเอง จนรู้สึกว่ามีจนเกินพอ และมีเงินมากในระดับที่เรียกว่า จะซื้ออะไรข้าซื้อได้ หรือ…ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรแล้ว …แล้วก็ไม่รู้จะหาเพิ่มอีกทำไม?  ซึ่งสุดท้ายหลาย ๆ คนก็มักจะใช้เวลาในการหาคำตอบของชีวิต จากการใช้เงินซื้อของเพื่อกิเลสส่วนใหญ่ก็มักที่จะมาใช้ชีวิตเรียบๆ ง่าย ๆ กัน และในที่สุด ก็มักจะมาแชร์เรื่องราว ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เหมือนที่คนดัง หลาย ๆ คนได้ทำไว้

 

ท้ายนี้การแบ่งระดับ การมีอิสระภาพทางการเงิน ที่ยกตัวอย่างมานี้ หวังว่าจะทำให้คุณผู้อ่านได้รู้จัก สภาวะทางการเงิน หรือสภาพทางการเงินของตัวเอง ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งในประสบการณ์ทำงาน ส่วนใหญ่ ผู้ที่มีปัญหาเรื่อง การเป็นหนี้ที่เข้ามาปรึกษา เพื่อขอปลดหนี้นั้น โจทย์ชีวิตเรื่องแรก ๆ ที่มักสอบตกกันนั่นก็คือ “การทำความเข้าใจตัวเอง” ถึงสภาพทางการเงิน นั่นเองค่ะ  ที่ท้ายสุดหากไม่ได้สำรวจบ่อย ๆ ก็มักจะบานปลาย ซื้อของตามใจ ในระดับ 4 แต่การเงินยังไม่ถึงระดับ 1 ก็มีหลาย ๆ เคสให้เห็นได้ทั่วไปค่ะ  ยังไงท้ายนี้อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน และคนที่คุณห่วงใยอ่านนะคะ ขอบคุณค่ะ